ตั้งแต่อดีตจนถึงในปัจจุบันมนุษย์นิยมที่จะนำสุนัขมาเป็นสัตว์เลี้ยงคู่ใจ เพื่อเป็นเพื่อนในยามเหงา เพื่อเฝ้าบ้าน เพื่อเป็นสุนัขนำทาง(สำหรับผู้พิการ) และด้วยเหตุผลอื่นๆอีกมากมายที่แตกต่างกันออกไป โดยที่คนส่วนใหญ่มักจะเลือกที่จะเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ตามที่ตัวเองชื่นชอบหรือตามเหตุผลของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเลือกจากลักษณะนิสัยที่ชื่นชอบสายพันธุ์ หน้าตา ท่าทางและขนาดตัวของสุนัขที่เหมาะแก่การเลี้ยงดูของผู้เลี้ยงเอง ทั้งนี้ปัจจัยที่ผู้เลี้ยงจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆก่อนที่จะเลี้ยงสุนัขก็คือ “ขนาดที่อยู่อาศัยของเจ้าของ” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ค่อนข้างสำคัญสำหรับสุนัข โดยเฉพาะสุนัขสายพันธุ์ที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เนื่องมาจากเหตุผลหลายๆประการ ไม่ว่าจะเป็น ขนาดตัวของสุนัข ลักษณะนิสัยดั้งเดิมของแต่ละสายพันธุ์และนิสัยของสุนัขแต่ละตัวที่มีความแตกต่างกัน เพราะสุนัขในบางสายพันธุ์นั้นต้องการพื้นที่ในการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานภายในร่างกายและต้องการพื้นที่ในการอยู่อาศัยค่อนข้างเยอะ จึงอาจจะไม่ค่อยเหมาะกับผู้เลี้ยงที่อาศัยอยู่ภายในคอนโดหรือที่พักอาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยไม่ค่อยมากนัก นอกจากนั้นผู้ที่ต้องการจะเลี้ยงสุนัขหรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ ควรที่จะมีเวลามากเพียงพอที่จะให้อาหาร ดูแลเอาใจใส่และให้ความรักแก่สัตว์เลี้ยง เพราะสัตว์เลี้ยงทุกๆชนิดโดยเฉพาะสุนัขต้องการความรักและความเอาใจใส่ของเจ้าของค่อนข้างมาก หากรับมาเลี้ยงแล้วไม่ควรเลี้ยงดูแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ควรจะพาออกไปเดินเล่นหรือเล่นกับสุนัขบ้างเมื่อมีอกาส ไม่ควรที่จะขังสุนัขเอาไว้ในกรงหรือในพื้นที่จำกัดเป็นหลัก เพราะอาจจะส่งผลทำให้สุนัขเกิดความเครียดและส่งผลทำให้มีนิสัยดุร้ายได้

และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดที่ผู้เลี้ยงจะต้องคำนึงถึงเลยก็คือ “ค่าใช้จ่ายต่างๆ” แน่นอนว่าการที่จะเลี้ยงสัตว์สักตัวนั้นจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่าวัคซีน ค่าอาหาร ค่าอาบน้ำตัดขน ค่าอุปกรณ์ต่างๆสำหรับสุนัขและค่ารักษาพยาบาลสำหรับสุนัขที่มีราคาค่อนข้างสูง ทั้งนี้ค่ารักษาสุนัขแต่ละตัวเป็นค่าใช้จ่ายที่ขึ้นอยู่กับสุขภาพของสุนัขแต่ละตัว ว่าสุนัขตัวนั้นๆมีปัญหาอย่างไรบ้าง หากมีโรคเรื้อรังที่จำเป็นที่จะต้องทำการผ่าตัดหรือรักษาอย่างต่อเนื่อง ก็จะมีค่าใช้จ่ายและค่าดูแลที่เยอะมากๆที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

นอกเหนือจากเหตุผลต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีเหตุผลหรือข้อมูลอื่นๆที่สำคัญอีกมากมายที่คนที่ต้องการจะเลี้ยงสุนัขสักตัว ควรที่จะศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญให้ถี่ถ้วนก่อน ว่าตนเองมีความเหมาะสมและพร้อมที่จะดูแลสุนัขอย่างจริงจังหรือไม่ สุนัขพันธุ์ไหนที่เหมาะกับตนเองและที่พักอาศัยของตัวเองจริงๆ สุนัขแต่ละพันธุ์มีโรคประจำสายพันธุ์หรือข้อควรระวังอะไรบ้าง มีเงินมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตที่คาดเดาไม่ได้หรือเปล่าและมีจุดไหนบ้างที่ต้องการการดูแลที่มากเป็นพิเศษควรที่จะคิดไตร่ตรองให้ดีก่อน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง

หลังจากที่เกริ่นข้อมูลเบื้องต้นที่พอจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีความคิดว่า “ต้องการจะเลี้ยงสุนัข” นำไปใช้เพื่อไตร่ตรองและตัดสินใจให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะเริ่มรับสุนัขสักตัวมาเลี้ยง เราจะมาแนะนำประเภทของสุนัขแบบคร่าวๆ เพื่อมาเป็นอีกหนึ่งในตัวช่วยที่จะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ ประเภทของสุนัขสามารถจำแนกตามขนาดตัวเป็นประเภทแบบคร่าวๆได้ ทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่

  1. สุนัขพันธุ์จิ๋ว
  2. สุนัขพันธุ์เล็ก
  3. สุนัขพันธุ์กลาง
  4. สุนัขพันธุ์ใหญ่
  5. สุนัขพันธุ์ใหญ่มาก

1.สุนัขพันธุ์จิ๋ว

ซึ่งสุนัขประเภทนี้จะมีขนาดตัวที่เล็กที่สุด ทำให้คนส่วนมากมักจะนิยมเลี้ยงสุนัขประเภทนี้กันเยอะ เนื่องจากสุนัขประเภทนี้มีขนาดตัวที่เล็ก มีน้ำหนักตัวน้อย(น้ำหนักตัวขนาดโตเต็มวัยประมาณ 4 กิโลกรัม) น่าเอ็นดู น่าทะนุถนอม สามารถพาไปเดินนอกบ้านหรือห้างสรรพสินค้าได้ง่าย สุนัขในประเภทนี้มักจะเข้ากันได้ดีกับเด็กและผู้สูงอายุ เพราะมีขนาดตัวที่เล็ก มีนิสัยไม่ค่อยจะดุร้ายและก้าวร้าวมากนักจึงเหมาะสำหรับบ้านที่มีทั้งเด็กและผู้สูงอายุอาศัยรวมอยู่ด้วยจึงมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยได้ในระดับนึง(ทั้งนี้ยังต้องระวังนิสัยส่วนตัวของสุนัขตัวนั้นๆด้วย) และข้อสำคัญคือสุนัขประเภทนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้พื้นที่ในการอาศัยและออกกำลังกายมากนัก จึงเหมาะกับผู้เลี้ยงที่มีขนาดที่พักค่อนข้างจำกัดหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโด ก็สามารถเลี้ยงสุนัขประเภทนี้ได้(ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆของแต่ละที่ด้วย) นอกจากข้อดีของสุนัขในประเภทนี้แล้วยังมีข้อควรระวังที่ผู้เลี้ยงควรจะต้องรู้ไว้เพื่อเป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจด้วยก็คือ สุนัขในประเภทนี้มักจะปากเปราะ เห่าเก่งซึ่งอาจจะรบกวนเพื่อนบ้านหรือคนอื่นๆได้ เนื่องจากเป็นสุนัขพันธุ์จิ๋วกระดูกและฟันจึงจะไม่ค่อยแข็งแรงผู้เลี้ยงควรดูแลและใส่ใจมากเป็นพิเศษ(ตอนที่เล่นกับสุนัขประเภทนี้ควรที่จะต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ) ตัวอย่างสายพันธุ์ของสุนัขในประเภทนี้ ได้แก่ ชิวาว่า, ปอมเมอเรเนียน, มอลทีส, ยอร์คเชียร์เทอร์เรีย และปาปิยอง เป็นต้น

2.สุนัขพันธุ์เล็ก

สุนัขในประเภทนี้จะมีขนาดตัวและพละกำลังที่มากกว่าสุนัขพันธุ์จิ๋วประมาณนึง โดยสุนัขในประเภทนี้จะมีน้ำหนักตัวตอนโตเต็มวัยอยู่ที่ประมาณ 4 – 10 กิโลกรัม สุนัขประเภทนี้ต้องการพื้นที่ในการวิ่งเล่นและอยู่อาศัยมากกว่าสุนัขพันธุ์จิ๋วขึ้นมานิดหน่อยซึ่งอาจจะเหมาะสำหรับผู้เลี้ยงที่อาศัยอยู่ในบ้านที่มีพื้นที่ให้พอวิ่งเล่นได้ในระดับนึง(สุนัขในประเภทนี้จึงอาจจะไม่เหมาะที่จะเลี้ยงอยู่ในคอนโดหรือหอพักมากสักเท่าไหร่) สุนัขประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้เลี้ยงที่อยากจะหาสุนัขสักตัวมาเป็นเพื่อนเล่นที่สามารถเล่นได้แบบเต็มที่หน่อย(แบบที่ผู้เลี้ยงจะไม่เหนื่อยมากจนเกินไป) ตัวอย่างสายพันธุ์ของสุนัขในประเภทนี้ ได้แก่ ปักกิ่ง, แจ็ครัสเซลล์เทอร์เรีย, ชิบะ, ปั๊ก, ดัชชุน และอิตาเลียนเกรย์ฮาวด์ เป็นต้น

3.สุนัขพันธุ์กลาง

สุนัขในประเภทนี้จะมีขนาดตัวที่กำลังดีไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป โดยสุนัขประเภทนี้จะน้ำหนักตัวตอนโตเต็มวัยอยู่ที่ประมาณ 11 – 25 กิโลกรัม ซึ่งสุนัขในประเภทนี้มีขนาดตัวและพละกำลังที่กำลังดีจึงเหมาะมากๆที่จะเลี้ยงไว้เป็นทั้งเพื่อนเล่นและเลี้ยงไว้เพื่อเฝ้าบ้าน เพราะสุนัขในประเภทนี้จะมีความปราดเปรียวและว่องไวมากๆ ซึ่งในบางบ้านที่มีเด็กและผู้สูงอายุอาศัยอยู่อาจจะต้องพิจารณาให้ดีๆว่าสุนัขในประเภทนี้ที่ตนเองสนใจมีอุปนิสัยใจคอที่สามารถเข้ากับเด็กและผู้สูงอายุได้หรือไม่ ด้วยความที่มีพละกำลังและความว่องไวมากในบางสายพันธุ์อาจจะไม่เหมาะที่จะนำมาเลี้ยง เพราะในบางสายพันธุ์นั้นพื้นฐานนิสัยอาจจะชอบเล่นซุกซนมากจนเกินไปเมื่อบวกกับความปราดเปรียวและพละกำลังที่มีอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กและผู้สูงอายุได้ ส่วนในเรื่องของขนาดพื้นที่ สุนัขในประเภทนี้ต้องการพื้นที่ค่อนข้างเยอะในการวิ่งเล่นและเจ้าของควรที่จะต้องมีเวลาค่อนข้างมากเพราะสุนัขในประเภทนี้เจ้าของควรที่จะพาสุนัขไปเดินเล่นเพื่อเป็นการเผาผลาญพลังงานค่อนข้างบ่อย หากไม่อย่างนั้นสุนัขอาจวิ่งซุกซนจนทำให้ข้าวของภายในบ้านพังเสียหายได้ ตัวอย่างของสายพันธุ์สุนัขในประเภทนี้ ได้แก่ เชาเชา เยอรมันสปิตซ์, ไทยบางแก้ว, ไทยหลังอาน, ไซบีเรียนฮัสกี้, ชิโกกุ, เฟรนช์บูลด็อกและบูลด็อก เป็นต้น

4.สุนัขพันธุ์ใหญ่

สุนัขในประเภทนี้จะมีขนาดตัวค่อนข้างใหญ่ น่าเกรงขาม สุนัขประเภทนี้จะมีน้ำหนักตัวตอนโตเต็มวัยอยู่ที่ประมาณ 26 – 44 กิโลกรัม แต่จะไม่มีความปราดเปรียวว่องไวมากเท่าสุนัขพันธุ์ขนาดกลาง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสุนัขพันธุ์ใหญ่คนเลี้ยงมักจะนิยมเลี้ยงไว้เพื่อเฝ้าบ้านและคอยดูแลความปลอดภัยของคนในบ้าน จะพบเห็นได้บ่อยๆก็คือมักจะนำสุนัขในประเภทนี้ไปฝึกฝนเพื่อให้เป็นสุนัขตำรวจและยังนำไปฝึกเพื่อให้เป็นสุนัขนำทางสำหรับผู้พิการอีกด้วย ซึ่งคนที่สนใจที่จะเลี้ยงสุนัขในประเภทนี้มักจะมีพื้นที่กว้างขวาง(ไม่ควรเลี้ยงในพื้นที่ที่มีบริเวณคับแคบ เพราะอาจจะส่งผลทำให้สุนัขเกิดความเครียดได้ จึงไม่ควรเลี้ยงในคอนโดหรือหอพัก) และนิยมเลี้ยงไว้นอกบ้านเพื่อคอยดูแลความปลอดภัยทั้งกลางวันและกลางคืน ตัวอย่างของสายพันธุ์สุนัขในประเภทนี้ ได้แก่ เกรย์ฮาวด์, เยอรมันเชพเพิร์ด, โกลเด้นรีทรีฟเวอร์, ดัลเมเชียน และลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์ เป็นต้น

5.สุนัขพันธ์ใหญ่มาก

สุนัขในประเภทนี้จะมีขนาดตัวที่ใหญ่มากๆ จะมีน้ำหนักตัวตอนโตเต็มวัยอยู่ที่มากกว่า 45 กิโลกรัมขึ้นไป โดยลักษณะนิสัยโดยรวมของสุนัขในประเภทนี้มักจะเป็นมิตร น่ากอดเหมือนตุ๊กตาหมีตัวใหญ่และค่อนข้างเชื่องช้า เนื่องจากมีขนาดตัวที่ใหญ่มากและมีน้ำหนักตัวเยอะผู้เลี้ยงจึงควรระมัดระวังและคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับเรื่องกระดูกและข้อต่อต่างๆเป็นพิเศษ ในอดีตสุนัขในประเภทนี้มักจะเลี้ยงเอาไว้เพื่อต้อนแกะหรือเฝ้าฝูงสัตว์ แต่ในปัจจุบันนั้นมักจะเลี้ยงไว้เพื่อเป็นสัตว์เลี้ยง ตัวอย่างของสายพันธุ์สุนัขในประเภทนี้ ได้แก่ กรทเดน, เซนต์เบอร์นาร์ด, ทิเบตันมาสทีฟฟ์, นีอาโพลิทันมาสทีฟฟ์ และนิวฟาวด์แลนด์ เป็นต้น

หลังจากที่เกริ่นมามากพอสมควรแล้ว เราจะมาแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับสุนัขแต่ละประเภทแบบเจาะลึกมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัย ต้นกำเนิดของแต่ละสายพันธ์ รวมไปถึงข้อมูลอื่นๆที่อาจจะเป็นประโยชน์เพื่อสำหรับการตัดสินใจเลือกสุนัขสักตัวมาเลี้ยงไม่มากก็น้อย