อัพเดทล่าสุด:

สายพันธุ์ของสุนัขพันธุ์กลาง

1.เชาเชา (Chow Chow)

เชาเชา
เชาเชา

เชาเชา เป็นอีกหนึ่งในสายพันธุ์ของสุนัขที่มีเชื้อสายสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งเชื่อกันว่าสุนัขสายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน โดยในสมัยก่อนนั้นนิยมที่จะเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้ไว้เพื่อเฝ้ายามและเพื่อใช้ในการล่าสัตว์ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อกันอีกว่า สาเหตุที่สุนัขสายพันธุ์นี้มีลิ้นเป็นสีดำนั้นอันเนื่องมจากการเลียชิ้นส่วนของท้องฟ้าเมื่อตอนที่โลกถูกสร้างขึ้นมาในครั้งแรก

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- เชาเชา มีลักษณะนิสัยที่ ชอบความอิสระ, ชอบอยู่กับธรรมชาติ, รักอิสระ, สงบเสงี่ยม, รักครอบครัว, รวดเร็ว, ฉลาด, มั่นใจในตัวเอง

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่น คือ มีกะโหลกกว้าง, มีลิ้นสีเทาปนดำ, มีหน้าย่น, มีใบหูขนาดเล็กเป็นทรงสามเหลี่ยม, มีดวงตาขนาดเล็ก, หางม้วนขึ้น, มีขนหนาเป็นพิเศษช่วงลำคอคล้ายๆกับขนตรงแผงคอของสิงโต, มีขนปกคลุมทั่วลำตัวทำให้ดูคล้ายกับหมี โดยสุนัขสายพันธุ์นี้มีขน 2 ชั้นซึ่งมีทั้งขนเรียบและขนหยาบ โดยจะมีสีขนทั้งหมด 5 สี คือ สีแดงน้ำตาล, สีเทา, สีดำ, สีเหลืองทองและสีครีม นอกจากที่สุนัขสายพันธุ์นี้จะมีลิ้นสีดำแล้วยังมีลิ้นสีม่วงหรือสีเทาน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีที่หายากกว่า ซึ่งเกิดจากยีนส์เด่นของสุนัขจึงมักจะเห็นได้ว่าเชาเชามักจะมีจุดหรือปื้นสีม่วงที่ลิ้นด้วยเช่นกัน โดยน้ำหนักของตัวผู้ตอนโตเต็มวัยควรจะมีน้ำหนักประมาณ 32 กิโลกรัมและน้ำหนักของตัวเมียตอนโตเต็มวัยควรจะมีน้ำหนักประมาณ 23 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 9 – 15 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ ภาวะวิตกกังวล(Anxiety), ความวิตกกังวลต่อการแยกจาก(Separation Anxiety), ความไวต่อการใช้ยาระงับความรู้สึก(Anesthesia Sensitivity), กระเพาะอาหารบิดหมุน(Gastric Torsion), โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ(Hip dysplasia), โรคข้อศอกเจริญผิดปกติ(Elbow dysplasia), การเคลื่อนหลุดของกระดูกสะบ้า(Patellar Luxation), โรคตุ่มน้ำพอง(Pemphigus foliaceous), โรคต้อหิน(Glaucoma), โรคเปลือกตาม้วนเข้าข้างใน(Entropion Eyelids), โรคต้อกระจก(Cataract), ภาวะตาแห้ง(keratoconjunctivitis sicca) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจากเป็นสุนัขที่รักความอิสระจึงอาจจะมีบ้างในบางครั้งที่จะมีความดื้อและเอาแต่ใจเล็กน้อย นอกจากนี้ถึงแม้ว่าเชาเชาจะเป็นสุนัขที่สามารถเข้ากันกับเด็กได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีนิสัยที่ไม่ค่อยชอบการเล่นที่รุนแรง หากรู้สึกว่าไม่ชอบหรือไม่สบายใจเชาเชาอาจจะเห่าหรือแสดงท่าทีก้าวร้าวออกมาได้และด้วยความที่มีนิสัยรักเจ้าของสุนัขสายพันธุ์นี้จึงมักจะไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าและสุนัขตัวอื่นๆที่ไม่คุ้นเคย

2.เฟรนช์ บูลด็อก (French Bulldog)

เฟรนช์ บูลด็อก
เฟรนช์ บูลด็อก

เฟรนช์ บูลด็อก เป็นสุนัขอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือมีลำตัวที่กระทัดรัด มีกล้ามเนื้อ แข็งแรง และที่สำคัญเลยคือมีหน้าสั้นและจมูกสั้น แหล่งที่มาของสุนัขสายพันธุ์นี้เห็นแค่ชื่อก็พอที่จะเดาได้เลยว่า มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งสุนัขสายพันธุ์นี้เกิดจากการผสมพันธุ์กันระหว่าง English Bulldog กับ Boston Terriers โดยที่สุนัขสายพันธุ์นี้ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษจึงมักจะมีการเรียกสุนัขสายพันธุ์นี้ว่า เฟรนน์ชี่ (Frenchie)

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- เฟรนช์ บูลด็อก มีลักษณะนิสัยที่ อ่อนโยนไม่ก้าวร้าว, ฉลาด, เป็นมิตร, กล้าหาญ, เข้ากับคนง่าย, ร่าเริง, ใจเย็น, กระตือรือร้น

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่น คือ มีกล้ามเนื้อแน่นและชัดเจน, ร่างกายกำยำ, หน้าสั้น, จมูกสั้น, หางสั้น, ลำตัวมีขนาดกะทัดรัด, หน้าย่น, ขนสั้น, พละกำลังเยอะ(จึงอาจจะเหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุอาศัยรวมอยู่ด้วยเนื่องจากด้วยความที่มีแรงค่อนข้างเยอะอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้หากไม่ได้ระมัดระวังเท่าที่ควร), มีใบหูคล้ายค้างคาว ซึ่งสุนัขในสายพันธุ์นี้จะมีสีขนค่อนข้างหลากหลาย เช่น สีครีม, สีลายเสือ, สีขาว, สีเทาแกมเหลือง, สีฟ้า, สีน้ำตาลแกมเหลือง, สีแดงและสีดำ น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยของสายพันธุ์นี้ตอนโตเต็มวัยอยู่ที่ประมาณ 8 – 13 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 10 – 13 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคหมอนรองกระดูก(Intervertebral disc disease : IVDD), ภาวะหลอดอาหารขยายใหญ่(Megaesophagus), โรคไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ(Hypothyroidism), โรคต้อหิน(Glaucoma), โรคต้อกระจกในวัยเด็ก(Juvenile cataracts), กลุ่มอาการทางเดินหายใจของสุนัขหน้าสั้น(Brachycephalic syndrome), โรคเชอร์รี่อาย (Cherry eye), โรควอนวิลลิแบรนด์(Von Willebrand’s disease : VWD), โรคจอประสาทตาเจริญผิดปกติ(Retinal dysplasia) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจากสุนัขสายพันธุ์นี้มีลักษณะหน้าสั้นจึงมักที่จะมีปัญหาในเรื่องของการหายใจ จึงควรที่จะเลี้ยงไว้ภายในบ้านและควรที่จะให้สุนัขอยู่ในสภาพอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป มีอากาศถ่ายเทได้ดี และนอกจากนั้นยังเป็นสุนัขที่มีพลังงานเยอะจึงควรระมัดระวังและไม่ปล่อยให้สุนัขเล่นกับเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุตามลำพัง เพราะอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

3.ไซบีเรียน ฮัสกี้ (Siberian Husky)

ไซบีเรียน ฮัสกี้
ไซบีเรียน ฮัสกี้

ไซบีเรียน ฮัสกี้ สุนัขที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกันกับสุนัขหมาป่าที่ทำให้ใครหลายๆคนต่างพากันตกหลุมรักในหน้าตาที่มีความหล่อ ความคมเข้ม รวมไปถึงท่าทางและลำตัวที่มีความสง่างาม จึงทำให้เป็นอีกหนึ่งในสายพันธุ์ที่คนส่วนใหญ่นิยมที่จะเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงคู่ใจ โดยที่มาของสายพันธุ์นี้เป็นหนึ่งในสุนัขสายพันธุ์สปิตซ์ ซึ่งไซบีเรียน ฮัสกี้นั้นมีถิ่นกำเนิดมาจากไซบีเรียตะวันออกของประเทศรัสเซีย เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีพละกำลังเยอะ มีขนฟูปกคลุมทั้งร่างกายและมีความแข็งแรงจึงมักจะนิยมที่เลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้ไว้เพื่อใช้ในการลากเลื่อนเพื่อขนสิ่งของต่างๆในภูมิประเทศที่มีหิมะปกคลุม โดยในยุคสมัยนั้นไซบีเรียน ฮัสกี้ถูกเลี้ยงดูและเพาะพันธุ์โดยชาวชนเผ่าชุกชี (Chukchi) ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเชิงเขาของแม่น้ำ Kolyma

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- ไซบีเรียน ฮัสกี้ มีลักษณะนิสัยที่ เป็นมิตร, อ่อนโยน, กระตือรือร้น, มั่นใจ, ฉลาด, ซุกซน, พละกำลังเยอะ, เห่าหอนเก่ง(มักจะชอบหอนมากกว่าเห่า), ขี้เล่น, รักครอบครัวและเจ้าของ

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่น คือ มีรูปร่างที่สง่างาม, ใบหน้ามีความคมเข้มคล้ายกับสุนัขหมาป่า, ใบหน้าจะมีสีขนที่ตัดกันเหมือนหน้ากาก ส่วนใหญ่แล้วไซยีเรียนมักจะมีขนที่เท้า, ขา, ใบหน้าและหางเป็นสีขาว, เทา-ขาว, ทองแดง-ขาวและดำ-ขาว สุนัขสายพันธุ์นี้จะมีขนทั้งหมด 2 ชั้น(ขนจะช่วยให้ความอบอุ่นในสภาพอากาศที่มีความหนาวเย็น แต่หากว่าอยู่ในสภาพอากาศร้อนจะช่วยสะท้อนความร้อนด้วยเช่นกัน) ขนชั้นบนจะยาวกว่าขนชั้นล่างและขนชั้นล่างจะมีความหนากว่าขนชั้นบน ส่วนสีขนนักมักจะมีสีขาวเป็นสีพื้นและผสมกับสีอื่นเช่น สีน้ำตาล, สีดำ, สีเทา, สีเงินและสีแทน เป็นต้น นอกจากนี้ไซบีเรียน ฮัสกี้ ยังมีสีของดวงตาที่หลากหลาย ซึ่งสีที่พบส่วนใหญ่คือ สีเหลือง, สีฟ้า, สีน้ำตาลและสีน้ำเงินเข้ม(ในสุนัขบางตัวอาจจะมีสีของดวงตาที่แตกต่างกันทั้ง 2 ข้างได้) น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยของตัวผู้ตอนโตเต็มวัยอยู่ที่ประมาณ 20 – 27 กิโลกรัมและน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยของตัวเมียตอนโตเต็มวัยอยู่ที่ประมาณ 16 – 23 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 15 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคภูมิแพ้(Allergies), โรคหูหนวก(Deafness), ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ(Hypothyroid), โรควอนวิลลิแบรนด์(Von Willebrand Disease), โรคชัก(Epilepsy), ภาวะวิตกกังวลจากการถูกแยก(Separation Anxiety), ภาวะตื่นตกใจง่าย(Anxieties), การเจริญของไขสันหลังผิดปกติ, โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ(Hip dysplasia), โรคกระจกตาไม่เจริญ(Corneal dystrophy), โรคจอประสาทตาเสื่อม(Progressive retinal atrophy) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

ด้วยความที่ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขที่มีความขี้เล่น เป็นมิตรกับเด็กและชอบเล่นอยู่ตลอดเวลา บวกกับความแข็งแรงและพละกำลังที่มี อาจจะทำให้การเล่นกับเด็กหรือผู้สูงอายุในบางครั้งสุนัขอาจจะเล่นแรงเกินไป เจ้าของจึงควรจะระมัดระวังในจุดนี้เป็นพิเศษ นอกจากนี้เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีความฉลาดมากและเรียนรู้ไวในบางครั้งอาจจะจดจำในสิ่งที่เจ้าของหรือคนในบ้านทำบ่อยๆในชีวิตประจำวันและทำให้สุนัขทำสิ่งนั้นๆตาม เช่น เปิดประตูบ้าน, เปิดตู้เย็นหรือเปิดปิดไฟ เป็นต้น เจ้าของจึงต้องคอยตรวจสอบความเรียบร้อยภายในบ้านอยู่เสมอ

4.บีเกิ้ล (Beagle)

บีเกิ้ล
บีเกิ้ล

บีเกิ้ล เป็นสุนัขที่มีขนาดตัวไม่ใหญ่โตมากแต่มีพละกำลังที่ล้นเหลือ อันเนื่องมาจากในอดีตสุนัขสายพันธุ์นี้คือสุนัขที่ใช้ในการล่าเนื้อหรือล่าสัตว์ที่มีขนาดเล็กจำพวกกระต่าย สุนัขสายพันธุ์นี้ถูกฝึกฝนและพัฒนา เพื่อให้เป็นนักล่าที่มีความปราดเปรียวว่องไวและมีทักษะในเรื่องของการดมกลิ่นที่ยอดเยี่ยม (ก่อนที่จะได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะแก่การเป็นสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน ที่ยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย) โดยบีเกิ้ลนั้นมีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษและยังเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- บีเกิ้ล มีลักษณะนิสัยที่ ซื่อสัตย์, อ่อนโยน, ปราดเปรียวว่องไว, กล้ามเนื้อแน่นและแข็งแรง, ขี้เล่น, กระตือรือร้น, ตื่นตัว, ฉลาด, ชอบเข้าสังคม, ชอบทำกิจกรรม, กล้าหาญ

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่น คือ มีมัดของกล้ามเนื้อที่แข็งแรง, มีใบหูยาวและห้อยลง, หน้าอกลึก, หลังตรง, มีขนาดตัวกะทัดรัด, มีดวงตากลมโต, มีกะโหลกศีรษะที่รูปทรงโดม, มีขนสั้นแน่นตลอดทั่วทั้งลำตัว โดยมักจะมีเส้นขนสีน้ำตาลไหม้, สีขาวและสีดำ สีที่เป็นที่ยอมรับส่วนใหญ่จะตรงมีครบทั้ง 3 สีรวมกัน ซึ่งสุนัขสายพันธุ์นี้สามารถแบ่งขนาดของลำตัวได้เป็น 2 แบบ คือ ขนาดตัวสูงไม่เกิน 13 นิ้วและขนาดตัวสูงไม่เกิน 15 นิ้ว โดยสุนัขสายพันธุ์นี้จะมีน้ำหนักตัวของเพศผู้อยู่ที่ประมาณ 15 กิโลกรัมและน้ำหนักตัวของเพศเมียจะอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 15 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคคุชชิ่ง(Cushing disease หรือ hyperadrenocorticism), โรคเบาหวาน(Diabetes mellitus), โรคกระดูกอ่อนเจริญผิดปกติ(Osteochondrosis), โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน(Patellar luxation), การฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้าเข่า(Cruciate Ligament Rupture), การติดเชื้อที่หู(ear infection), โรคภูมิแพ้(Allergies), โรคลมชัก(Epilepsy), จอประสาทตาเสื่อม(Progressive Retinal Atrophy : PRA) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจากสุนัขสายพันธุ์นี้มีพื้นฐานของนิสัยและร่างกายมาจากสุนัขที่ใช้สำหรับล่ากระต่ายในอดีต ถึงแม้ว่าจะได้รับการพัฒนาเพื่อเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีพละกำลังที่เยอะ, มีความปราดเปรียวว่องไวและมีโครงสร้างของร่างกายที่แข็งแรง ในบางครั้งอาจจะมีความซุกซนและอาจจะเป็นอันตรายแต่เด็กเล็กและผู้สูงอายุได้หากไม่ทันได้ระมัดระวัง ผู้เลี้ยงจึงควรที่จะต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยให้มากๆ นอกจากนี้ด้วยความที่ยังมีสัญชาติญาณของสุนัขล่ากระต่ายอยู่ในบางครั้งสุนัขอาจจะชอบเล่นซุกซนภายในบ้านและขุดหลุมในพื้นที่ต่างๆเจ้าของจึงต้องมั่นดูแลอย่างใกล้ชิดหรือควรฝึกฝนสุนัขตั้งแต่ในวัยเด็กเพื่อที่จะให้สุนัขเชื่อฟังคำสั่งต่างๆของเจ้าของเป็นอย่างดี

5.พุดเดิ้ล (Poodle)

พุดเดิ้ล
พุดเดิ้ล

พุดเดิ้ล เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เชื่อว่าทุกๆคนต้องรู้จักและเคยพบเห็นสุนัขสายพันธุ์นี้มามากมาย ด้วยสุนัขสายพันธุ์นี้มีขนหยิกที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งนี่น่าจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ชื่นชอบในสุนัขสายพันธุ์นี้ ส่วนเรื่องของถิ่นกำเนิดของพุดเดิ้ลนั้นเชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมมาจากประเทศเยอรมนี รวมถึงมีหลักฐานต่างๆในอดีตว่าสุนัขสายพันธุ์นี้มีกระจ่ายอยู่ในหลายๆประเทศเช่น ฝรั่งเศส อังกฤษและอิตาลี ซึ่งได้มีการบันทึกเอาไว้ว่าในสมัยก่อนพุดเดิ้ลมักจะถูกเลี้ยงไว้ใช้ในการล่าสัตว์ เนื่องจากมีความว่องไวและฉลาด และยังเลี้ยงไว้เพื่อใช้ในการแข่งขันหรือเพื่อเอาไว้แสดงโชว์ อันเนื่องมากจากสุนัขมีลักษณะของเส้นขนที่สามารถตัดแต่งได้เป็นหลายแบบเราจึงมักจะเห็นการตัดแต่งขนของสุนัขสายพันธุ์นี้ที่มีความหลากหลายมากกว่าสุนัขสายพันธุ์อื่นๆและเนื่องจากเป็นสุนัขที่มีความฉลาดจึงมีการฝึกฝนให้ทำตามคำสั่งเพื่อที่จะนำมาแสดงในโรงละครสัตว์ต่างๆในสมัยก่อน ส่วนที่มาของพุดเดิ้ลนั้นมาจากคำว่า “Pudel” หรือ “Pudelin” ซึ่งมาจากภาษาเยอรมนี ที่มีความหมายว่า การสาดน้ำ

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- พุดเดิ้ล มีลักษณะนิสัยที่ มีความซื่อสัตย์, แสนรู้, ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา(ไม่ชอบอยู่นิ่ง), รักเจ้าของและคนรอบข้าง, เป็นมิตร(ถึงแม้จะมีท่าทางที่มีการเย่อหยิ่งนิดๆก็ตาม), ปราดเปรียว, แข็งแรง, ปากเปราะ(ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของเจ้าของด้วย)

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่น คือ มีขนหยิก ฟูและนุ่ม, มีปากและจมูกที่ยาว, ใบหูตก, มีหางสั้น, มีท่าทางที่สง่างาม ซึ่งสีขนของพุดเดิ้ลส่วนใหญ่มักจะมีแค่สีเดียวทั่วทั้งตัว สีที่มักจะพบคือ สีขาว, สีดำ, สีแดง, สีช็อคโกแลต, สีน้ำตาลและสีส้ม ส่วนเรื่องขนาดของสุนัขสายพันธุ์นี้จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ขนาดคือ

  • 1.พุดเดิ้ล สแตนดาร์ด (Standard Poodle) โดยในประเภทนี้จะมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 20 - 32 กิโลกรัมและมีส่วนสูงอยู่ที่ประมาณ 18 - 20 นิ้ว
  • 2.พุดเดิ้ล มินิเจอร์ (Miniature Poodle) โดยในประเภทนี้จะมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 8 - 11 กิโลกรัมและมีส่วนสูงอยู่ที่ประมาณ 11 - 15 นิ้ว
  • 3.พุดเดิ้ลทอย (Toy Poodle) โดยในประเภทนี้จะมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 2 - 5 กิโลกรัมและมีส่วนสูงอยู่ที่ประมาณ 10 นิ้ว

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 15 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคจอประสาทตาเสื่อม(Progressive retinal atrophy), โรคต้อหิน(Glaucoma), โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน(Patellar luxation หรือ Slipping kneecaps), โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ(Hip dysplasia), โรคข้อศอกเจริญผิดปกติ(Elbow dysplasia), โรคหัวกระดูกต้นขาตายจากการขาดเลือด(Legg–Calvé–Perthes disease : LCPD), โรคผิวหนังอักเสบ(Dermatitis), ภาวะกระเพาะขยายและบิดตัว(Gastric Dilatation Volvulus : GDV), โรควิตกกังวล(Anxiety), โรคลมชัก(Epilepsy) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจากสุนัขสายพันธุ์นี้มีขนที่หยิกและฟู เจ้าของจึงควรที่จะแปรงขนอยู่บ่อยๆ เพราะไม่อย่างนั้นเส้นขนอาจจะพันและจับตัวกันเป็นก้อนได้ นอกจากนี้เจ้าของควรจะหมั่นทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตาของสุนัขบ่อยๆ เพราะอาจจะเกิดคราบน้ำตาและส่งผลให้เกิดการสะสมจนทำให้เกิดปัญหาบริเวณรอบดวงตาได้

6.ค็อกเกอร์ สแปเนียล (Cocker Spaniel)

ค็อกเกอร์ สแปเนียล
ค็อกเกอร์ สแปเนียล

ค็อกเกอร์ สแปเนียล มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศสเปน โดยในอดีตนั้นนิยมที่จะเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้ไว้เพื่อช่วยในเรื่องของการล่าสัตว์เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีความคล่องแคล่วและว่องไว ซึ่งสุนัขในสายพันธุ์นี้จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ สุนัขพันธุ์อิงลิช ค็อกเกอร์ สแปเนียล (English Cocker Spaniel) และ สุนัขพันธุ์อเมริกา ค็อกเกอร์ สแปเนียล (America Cocker Spaniel)

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- ค็อกเกอร์ สแปเนียล มีลักษณะนิสัยที่ อ่อนโยน, ขี้เล่น, เป็นมิตร, เข้ากับคนและสัตว์ได้ดี, ฉลาด, กระตือรือร้น, ตอบสนองต่อสิ่งต่างๆรอบตัวค่อนข้างไว

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่น คือ มีใบหูยาว, มีจมูกและปากที่ค่อนข้างยาว, ดวงตากลมโต, มีขนที่ค่อนข้างยาวและนุ่ม สีของเส้นขนของค็อกเกอร์ สแปเนียลมีหลากหลายสีมาก โดยจะมีสีหลักๆที่พบเห็นบ่อยๆคือ สีดำ, สีน้ำตาล, สีดำปนขาว, สีขาวปนน้ำตาลและยังมีสีอื่นๆอีกมากมายที่อาจจะพบเห็นได้ น้ำหนักโดยเฉลี่ยตอนโตเต็มวัยจะอยู่ที่ 11 - 15 กิโลกรัมขึ้นไป ส่วนสูงของเพศผู้อยู่ที่ประมาณ 34 – 39 เซนติเมตร ส่วนเพศเมียจะมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 35 เซนติเมตร

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 15 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคต้อหิน(Glaucoma), โรคขนตางอกผิดปกติ(Distichiasis), โรคกระจกตาเสื่อม(Corneal dystrophy), โรคภูมิคุ้มกันทำลายเม็ดเลือดแดงตังเอง(Autoimmune hemolytic anemia), โรคหูอักเสบ(Ear infection), โรคหลอดลมอักเสบ(Bronchitis), โรคลมชัก(Epilepsy), โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน(Patellar luxation), โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ(Hip dysplasia), โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมแบบพองขยาย(Dilated cardiomyopathy) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจากพื้นฐานนิสัยดั้งเดิมของสุนัขที่เคยเป็นนักล่ามาก่อนเจ้าของจึงควรที่จะพาสัตว์เลี้ยงไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ด้วยความที่สุนัขมีความกระตือรือร้นและไวต่อสภาพแวดล้อมมาก จึงอาจจะทำให้ในบางครั้งสุนัขอาจจะรู้สึกไม่พอใจหรือหงุดหงิดสิ่งรอบๆตัว จนทำให้สุนัขแสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ดังนั้นเจ้าของควรที่จะคอยดูพฤติกรรมของสุนัขและคอยฝึกฝนให้สุนัขเคยชินกับสถาพแวดล้อมในแบบต่างๆ