อัพเดทล่าสุด:

สายพันธุ์ของสุนัขพันธุ์จิ๋ว

1.ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)

ปอมเมอเรเนียน
ปอมเมอเรเนียน

ปอมเมอเรเนียนเป็นหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขลำดับต้นๆที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงกัน เนื่องจากมีขนาดตัวเล็ก น้ำหนักน้อยและมีความน่ารัก น่าทะนุถนอม จึงทำให้เป็นตัวเลือกแรกๆสำหรับคนที่อยากเลี้ยงสุนัข โดยสายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเยอรมัน ทางฝั่งตอนใต้ของทะเลบอลติก โดยเชื่อกันว่าต้นตระกูลของปอมเมอเรเนียนนั้นมาจากสุนัขสายพันธุ์สปิตซ์ ซึ่งที่เยอรมันนิยมเลี้ยงปอมเมอเรเนียนไว้เป็นทั้งสัตว์เลี้ยงและเพื่อใช้แรงงาน เพราะในอดีตนั้นปอมเมอเรเนียนเป็นสุนัขที่มีขนาดใหญ่กว่าในปัจจุบัน จึงถูกเลี้ยงไว้เพื่อใช้ในการลากเลื่อนและเฝ้าฝูงแกะ หลังจากนั้นได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีขนาดที่เล็กลงเพื่อที่จะนำไปเป็นสัตว์เลี้ยงมากกว่าที่จะใช้แรงงาน มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่าสมเด็จพระราชินี วิคตอเรีย แห่งอังกฤษ ทรงโปรดสุนัขสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียนมากจึงนำมาเลี้ยงจนทำให้สุนัขพันธุ์นี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศอังกฤษ

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- ปอมเมอเรเนียนมีลักษณะนิสัยที่ สดใส, ร่าเริง, เฉลียวฉลาด, มีการตื่นตัวอยู่เสมอ, ว่องไว, ปราดเปรียว, อวดดี, สง่างาม, อยากรู้อยากเห็น, ขี้ประจบและมีความจงรักภักดีต่อเจ้าของมากๆ จึงจะเห็นอยู่บ่อยๆว่า สุนัขพันธุ์นี้มักจะเห่าใส่สิ่งรอบข้างอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นคนหรือสุนัขที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าก็ตาม (ทั้งนี้นิสัยของสุนัขยังขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและการฝึกฝนของเจ้าของด้วย)

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีขนที่ฟูนุ่มหนาแน่นบริเวณรอบคอ หลังและหาง หูตั้ง จมูกยาวเห็นได้ชัด สุนัขพันธุ์นี้มีสีของขนที่ค่อนข้างหลากหลายมากกว่าพันธุ์อื่นๆ จะมี สีขาว, สีดำ, สีน้ำตาล, สีส้ม, สีครีม, สีน้ำตาลเข้มและสีอื่นๆที่เป็นสีที่ผสมๆกัน โดยจะมีสีที่เรามักจะพบเห็นกันบ่อยๆ คือ สีส้ม, สีดำ, สีครีมและสีขาว น้ำหนักตัวโดยประมาณคือ 1.5 – 3 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 16 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคผิวหนังดำ (Black skin หรือ alopecia X), โรคภูมิแพ้ (Allergies), โรคปริทันต์ (Periodontal disease), โรคลิ้นหัวใจไมทรัลรั่ว (Mitral regurgitation), ภาวะผิดปกติของรอยต่อกะโหลกกับกระดูกคอ (Atlantoaxial instability), ภาวะวิตกกังวลต่อการแยกจาก (Separation Anxiety), โรคลมชัก (Epilepsy), โรควิตกกังวล (Anxiety), โรคท่อลมตีบ (tracheal collapse), โรคหลอดลมอักเสบ (Bronchitis), โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน (Patellar Luxation), โรคหัวกระดูกต้นขาตายจากการขาดเลือด (Legg-Perthes Disease), โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ (Hip Dysplasia), การติดเชื้อที่ตา (Eye Infections) เป็นต้น (ทั้งนี้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจากปอมเมอเรเนียนเป็นสุนัขที่มีขนาดเล็กมากเจ้าของจึงควรที่จะระมัดระวังมากเป็นพิเศษเวลาที่เล่นกับสุนัขพันธุ์นี้ เพราะอาจจะทำให้สุนัขเกิดอาการบาดเจ็บได้และไม่ควรปล่อยสุนัขสายพันธุ์นี้ไว้กับเด็กเล็กตามลำพัง เพราะเด็กเล็กอาจจะกะน้ำหนักในการเล่นกับสุนัขไม่เป็นจึงอาจจะทำให้สุนัขบาดเจ็บได้เช่นกัน

2.ชิวาว่า (Chihuahua)

ชิวาว่า
ชิวาว่า

ชิวาว่า ถือเป็นสายพันธุ์ของสุนัขขนาดจิ๋วที่ได้รับความนิยมไม่แพ้สุนัขสายพันธุ์อื่นๆ อันเนื่องมาจากขนาดตัวที่เล็ก กะทัดรัดและความน่ารักของสุนัขพันธุ์จึงทำให้ใครหลายๆคนต่างพากันตกหลุมรักไปตามๆกัน โดยเชื่อกันว่าต้นกำเนิดของสุนัขสายพันธุ์นี้นั้นเริ่มต้นมาจากประเทศเม็กซิโก อันเนื่องมาจากมีการค้นพบภาพสลักและภาพเขียนของสุนัขพันธุ์ชิวาว่าอยู่ภายใน ชิเชนอิตซา(Chichen Itza) ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีของชนเผ่ามายาในสมัยก่อน จึงเชื่อกันว่าบรรพบุรุษของสุนัขสายพันธุ์นี้อาจจะสืบเชื้อสายมาจากสุนัขสายพันธุ์พื้นเมืองที่เป็นสัตว์เลี้ยงของชนเผ่าพื้นเมืองโบราณ อย่างเช่น ชนเผ่ามายา เป็นต้น

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- ชิวาว่ามีลักษณะนิสัยที่มีความฉลาด, เรียนรู้เร็ว, คล่องแคล่วว่องไว, มีความสง่างาม, มีความกระตือรือร้น, มีชีวิตชีวา, ร่างเริง, มั่นใจ, เป็นมิตรและเป็นสุนัขที่ติดเจ้าของมากๆ ไม่ว่าจะของจะอยู่ที่ไหนก็จะตามติดไปด้วยตลอด เรียกได้ว่าเป็นสุนัขที่ขี้อ้อนมากๆตัวนึงได้เลย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ความน่ารักเสมอไป สุนัขสายพันธุ์ก็เห่าเก่งและเห่าเสียงดังไม่แพ้สุนัขพันธุ์อื่นๆเหมือนกัน

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีหัวที่กลมคล้ายกับลูกแอปเปิล มีตากลมโต มีใบหูขนาดใหญ่ตั้งตรง ขนของสุนัขสายพันธุ์นี้จะจำแนกได้เป็น 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ขนสั้นและสายพันธุ์ขนยาว โดยสายพันธุ์ขนสั้นจะมีเส้นขนที่นุ่ม เส้นขนมีความเงางามและมีเส้นขนที่สั้นตลอดทั้งตัว ส่วนสายพันธุ์ขนยาว จะมีเส้นขนที่นุ่มและเงางามเช่นกัน แต่จะมีขนยาวที่บริเวณคอและหาง ส่วนสีขนของชิวาว่าจะมี สีดำ, สีขาว, สีน้ำตาล นอกจากแบบที่มีขนสีเดียวตลอดทั้งตัวแล้วยังมีแบบที่มีสีขนผสมๆกันอีกด้วย น้ำหนักตัวโดยประมาณคือ 1.5 – 3 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 13 – 17 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus), โรควิตกกังวลต่อการแยกจาก (Separation Anxiety), โรคลมชัก (Epilepsy), โรคไข้สมองอักเสบ (Encephalitis), โรควิตกกังวล (Anxiety), โรคหัวใจพัลโมนารีตีบ (Pulmonic Stenosis), โรคลิ้นหัวใจไมทรัลรั่ว (Mitral Regurgitation), ภาวะหลอดเลือดดำที่ตับลัดเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด (Portosystemic shunts), ภาวะนิ่วในไต (Kidney Stones), ภาวะหลอดลมตีบ (Collapsed trachea), โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน (Patellar Luxation), โรคหัวกระดูกต้นขาตายจากการขาดเลือด (Legg-Calve-Perthes disease), โรคจอประสาทตาเสื่อม (Progressive Retinal Atrophy), โรคเหงือกอักเสบ (Periodontal Disease) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

แต่ด้วยนิสัยที่มีความฉลาดและขี้สงสัย(รวมถึงมีขนาดตัวที่เล็ก) จึงอาจจะทำให้สุนัขสายพันธุ์นี้มีความอยากรู้อยากเห็นจึงอาจจะหลุดรอดสายตาของเจ้าของจนออกไปเดินอยู่ข้างนอกบ้านได้ ผู้เลี้ยงจึงควรจะต้องคอยดูแลอย่าให้คลาดสายตา เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อสุนัขได้ และด้วยความที่ชิวาว่าเป็นสุนัขที่มีขนาดเล็กมากเจ้าของจึงควรที่จะระวังมากเป็นพิเศษเวลาที่เล่นกับสุนัขพันธุ์นี้ เพราะอาจจะทำให้สุนัขเกิดอาการบาดเจ็บได้และไม่ควรปล่อยสุนัขสายพันธุ์นี้ไว้กับเด็กเล็กตามลำพังถึงแม้ว่าจะเป็นสุนัขที่สามารถเข้ากับเด็กได้ดีก็ตาม เพราะเด็กเล็กอาจจะกะน้ำหนักในการเล่นกับสุนัขไม่เป็นจึงอาจจะทำให้สุนัขบาดเจ็บได้เช่นกัน

3.มอลทีส (Maltese)

มอลทีส
มอลทีส

มอลทีส เป็นสุนัขสายพันธุ์จิ๋วที่มีความสง่างามอยู่ในอันดับต้นๆ อันเนื่องมาจากมีขนาดตัวที่เล็กและมีโครงสร้างของลำตัวที่มีความสง่างาม โดยเชื่อกันว่าสุนัขสายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ที่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บนเกาะเล็กๆทางตอนใต้ของประเทศมอลต้า แต่ก็ยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าต้นกำเนิดจริงๆนั้นมาจากที่ไหน ประมาณปี ค.ศ.1500 มอลทีสได้รับการจัดอันดับให้เป็นสุนัขที่มีมูลค่าสูงในสังคม โดยมีค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐและเป็นสุนัขที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงนั้น

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- มอลทีสมีลักษณะนิสัยที่ชอบให้เจ้าของกอดหรืออุ้มอยู่เสมอๆ, ต้องการความรักและความเอาใจใส่จากเจ้าของ, มีความฉลาด, สดใสร่าเริง, อ่อนโยน, ขี้เล่น, แต่มักจะเห่าหากไม่พอใจ นอกจากนั้นมอลทีสยังมีความสามารถที่จะรับมือกับเด็กดื้อได้ดีในระดับนึงด้วย

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ มีขนาดที่เล็กกระทัดรัด, มีโครงสร้างของลำตัวที่สมดุลและสง่างาม, มีหัวที่ค่อนข้างกลม, จมูกยาวปานกลางและมีปลายจมูกสีดำ(ซึ่งอาจจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือชมพูได้หากสุนัขไม่ค่อยโดนแดด), ขอบตาและดวงตาดำสนิท, มีรูปร่างที่เรียว, มีขนค่อนข้างยาวและนุ่ม นอกจากนั้นมอลทีสยังได้รับการยอมรับจากผู้เลี้ยงที่เป็นโรคภูมิแพ้ด้วย เนื่องจากมีอัตราของการผลัดขนที่ค่อนข้างน้อย แต่ควรที่จะแปรงขนเป็นประจำทุกๆวันและอาบน้ำบ่อยๆเพื่อที่จะไม่ให้ขนพันกันเป็นก้อน ส่วนสีขนของมอลทีสจะมี สีขาวบริสุทธิ์ ส่วนบริเวณใบหูอาจจะมีสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเหลือง น้ำหนักตัวโดยประมาณคือ 3 – 4 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 15 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ กลุ่มความผิดปกติในสุนัขสายพันธุ์เล็กสีขาว (White dog shaker syndrome), โรควิตกกังวล(Anxiety), โรคไข้สมองอักเสบ (Encephalitis), ภาวะขาดไทรอยด์ (Hypothyroidism), โรคหินปูน, ภาวะหลอดลมตีบ (Tracheal collapse), การจามกลับ(Reverse sneezing), ภาวะหลอดเลือดดำที่ตับลัดเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด (Portosystemic shunts : PSS), โรคกระดูสะบ้าเคลื่อน (Patellar luxation), โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ (Hip plasia), โรคขนตาซ้อนแยง (Distichiasis), โรคต้อกระจก (Cataract), โรคต้อหิน (Glaucoma), โรคจอประสาทตาเสื่อม (Progressive retinal atrophy) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

ในบางครั้งด้วยความที่เป็นสุนัขที่ขี้อ้อน, ขี้ประจบประแจง, ค่อนข้างหวงอาณาเขตและเจ้าของ จึงไม่ควรที่จะปล่อยทิ้งไว้ตามลำพังเป็นเวลานาน เพราะอาจส่งผทำให้สุนัขเกิดความวิตกกังวลหรือเครียดได้ ทั้งนี้เจ้าของควรจะต้องใส่ใจในเรื่องขนของสุนัขมากเป็นพิเศษ นอกจากนั้นมอลทีสยังไม่ค่อยชอบอากาศที่ร้อนและด้วยความที่เป็นสุนัขที่มีขนาดเล็กมากเจ้าของจึงควรที่จะระมัดระวังมากเป็นพิเศษเวลาที่เล่นกับสุนัข เพราะอาจจะทำให้สุนัขเกิดอาการบาดเจ็บได้และไม่ควรปล่อยสุนัขสายพันธุ์นี้ไว้กับเด็กเล็กตามลำพังถึงแม้ว่าะเป็นสุนัขที่สามารถเข้ากับเด็กได้ดีก็ตาม เพราะเด็กเล็กอาจจะกะน้ำหนักในการเล่นกับสุนัขไม่เป็นจึงอาจจะทำให้สุนัขบาดเจ็บและหากสุนัขรู้สึกอารมณ์ไม่ดีอาจจะแสดงพฤติกรรมที่ดุร้ายออกมาได้เช่นกัน

4.ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย (Yorkshire Terrier)

ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย
ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย

ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย เป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่สุดในตระกูลสายพันธุ์เทอร์เรีย ซึ่งมีถิ่นกำเนิดมาจากเมืองยอร์เชียร์ ในประเทศอังกฤษ ในปีค.ศ.1800 นิยมเรียกชื่อสั้นๆว่า ยอร์คกี้ (Yorkie) ในอดีตยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย จะมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่านี้ เนื่องจากมักจะถูกใช้ให้ทำหน้าที่ในการกำจัดหนู แต่ในภายหลังได้มีการพัฒนาให้มีขนาดที่เล็กลงและมีความสวยงามมากขึ้น

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย มีลักษณะนิสัยที่ ตื่นตัว, กระตือรือร้น, อยากรู้อยากเห็น, มีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อเจ้าของ, ขี้เล่น, ซุกซน, พลังงานเยอะและกล้าหาญ

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ มีหัวขนาดเล็ก, ปากยาวปานกลาง, ใบหูตั้งตรงเป็นรูปตัววี, ลำตัวมีขนาดกระทัดรัดและตั้งตรง, มีขนที่สวย เงางาม นุ่มและละเอียดเหมือนกับเส้นไหมผู้เลี้ยงจึงจำเป็นที่จะต้องมีเวลามากพอที่จะแปรงขนให้สุนัขในทุกๆวัน ในช่วงที่เป็นลูกสุนัขจะมีขนสีดำ แต่เมื่อมีอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไปจึงจะสามารถระบุสีของขนที่เป็นสีจริงของสุนัขได้ โดยมีสีขนที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคม The American Kennel Club(AKC) ทั้งหมด 4 สี คือ สีน้ำเงินปนน้ำตาล, สีน้ำเงินปนทอง, สีดำปนสีน้ำตาล และ สีดำปนทอง ซึ่งหากสุนัขมีสีขนเพียงแค่สีเดียวหรือมีขนเป็นสีอื่นนอกเหนือจากสีที่ได้ทำการขึ้นทะเบียนเอาไว้ จะทำให้สุนัขมีราคาสูงกว่าปกติ ซึ่งถ้าหากสุนัขมีขนสีขาวปนดำหรือน้ำเงินปนน้ำตาล จะถูกจัดอยู่ในประเภทลักษณะทางพันธุกรรมผิดปกติจากสีธรรมชาติ(พบได้ค่อนข้างยาก) น้ำหนักตัวโดยประมาณคือ 3 – 5 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 13 – 16 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Skin allergies), ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus), ภาวะผิดปกติของรอยต่อกะโหลกกับกระดูกคอ (Atlantoaxial instability), โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Intervertebral disc disease : IVDD), โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Granulomatous meningoencephalitis : GME), โรคสมองเนื้อขาวอักเสบอย่างรุนแรง(Necrotizing leukoencephalitis : NLE), โรควิตกกังวล (Anxiety), โรควิตกกังวลต่อการแยกจากหรือเกิดบาดแผลทางใจ (Separation anxiety), โรคหลอดลมอักเสบ (Bronchitis), โรคท่อลมตีบ (tracheal collapse), โรคเหงือกอักเสบ(Periodontal Disease), ภาวะหลอดเลือดดำที่ตับลัดเข้าระบบหมุนเวียนเลือด (Portosystemic shunts : PSS), ภาวะนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (Bladder stones), โรคหลอดลมอักเสบ (Bronchitis), ภาวะหลอดลมตีบ (Tracheal collapse), โรคคุชชิ่ง (Cushing disease หรือ hyperadrenocorticism), ภาวะขาดไทรอยด์ (Hypothyroidism), โรคหัวกระดูกต้นขาตายจากการขาดเลือด(Legg–Calvé–Perthes disease : LCPD), โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน (Patellar luxation), ภาวะต่อมน้ำเหลืองอักเสบ (Lymphangiectasia), โรคต้อกระจก (Cataracts), โรคขนตางอกผิดปกติ (Distichiasis), โรคจอประสาทตาเจริญผิดปกติ (Retinal dysplasia), โรคตาแห้ง (Keratitis sicca หรือ Keratoconjunctivitis sicca), โรคจอประสาทตาเสื่อม (Progressive al atrophy), โรคหูหนวกตั้งแต่กำเนิด (Congenital deafness) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

สุนัขสายพันธุ์นี้ค่อนข้างมีความไวต่อการแพ้อาหาร ผู้เลี้ยงควรจะต้องใส่ใจในการเลือกอาหารให้ดี ส่วนเรื่องของสภาพอากาศที่เหมาะสมนั้น สุนัขควรจะอยู่ในอุณหภูมิที่ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไปและควรเลี้ยงไว้ภายในบ้าน ถ้าหากภายในบ้านมีเด็กเล็กอาศัยอยู่ด้วยไม่ควรปล่อยสุนัขสายพันธุ์นี้ไว้กับเด็กเล็กตามลำพัง เพราะเด็กเล็กอาจจะกะน้ำหนักในการเล่นกับสุนัขไม่เป็นหรือส่งเสียงดังโวยวาย จึงอาจจะทำให้สุนัขบาดเจ็บและทำให้สุนัขรู้สึกอารมณ์ไม่ดีหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงอาจจะแสดงพฤติกรรมที่ดุร้ายออกมาได้

5.ปาปิยอง (Papillon)

ปาปิยอง
ปาปิยอง

ปาปิยอง เป็นสุนัขที่มีขนยาวและเป็นสุนัขที่อยู่ในกลุ่มทอย โดยเป็นสุนัขที่มีขนาดเล็ก กะทัดรัด ซึ่งมีการคาดเดากันไว้ว่าเป็นสุนัขที่สืบเชื้อสายมาจากสุนัขพันธุ์สแปเนียลแคระ ของประเทศจีน ก่อนที่จะส่งในทวีปยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 16 ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในคนชั้นสูงและมักจะนำสุนัขสายพันธุ์นี้มอบให้เพื่อเป็นของขวัญของการมาเยือนต่างประเทศของพวกขุนนาง โดยสุนัขสายพันธุ์นี้ได้รับการตั้งชื่อมาจากลักษณะของหูที่ตั้งตรงและมีขนยาวแผ่ออกมาคล้ายกันกับผีเสื้อ จึงถูกตั้งชื่อให้ว่า “Papillion” ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส ที่มีความหมายว่า “ผีเสื้อ”

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- ปาปิยอง มีลักษณะนิสัยที่ มีความเฉลียวฉลาด, มีไหวพริบดี, หูไวตาไว, เป็นมิตร, รักเด็กรักครอบครัว, เชื่อฟังคำสั่ง, ขี้เล่น, ซุกซน, ชอบเอาใจ, ชอบอยู่กับเจ้าของ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ชอบใช้เวลาร่วมกับมนุษย์มากๆ จึงเหมาะสำหรับผู้เลี้ยงที่อยู่บ้านบ่อยๆ

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ มีลำตัวที่ค่อนข้างสง่างาม, หางมีลักษณะยาวเป็นพู่โคนหางตั้งพาดไปบนหลัง, มีขนดกเงางามเหมือนเส้นไหม, มีปากแหลมและมีขนาดเล็กกว่ากะโหลกศีรษะ, มีใบหูขนาดใหญ่มีขนยาวบริเวณรอบๆทำให้มีลักษณะคล้ายกับผีเสื้อ ซึ่งหากสังเกตุจากลักษณะของใบหูจะสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 แบบ คือ แบบหูตั้งตรงและแบบหูตก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะพบเป็นแบบหูตั้งตรงมากกว่า โดยปกติแล้วสุนัขสายพันธุ์นี้จะมีสีขาวคาดอยู่บริเวณจมูก, หัวและขอบตา ส่วนริมฝีปากจะมีสีดำ ส่วนสีขนของปาปิยองนั้นจะเป็นสีขาวและมักจะมีสีอื่นผสมอยู่ด้วย เช่น สีแดง, สีดำและสีน้ำตาล น้ำหนักตัวโดยประมาณคือ 3 – 5 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 16 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรควิตกกังวล(Anxiety), โรควิตกกังวลต่อการแยกจากหรือเกิดจากบาดแผลทางจิตใจ(Separation Anxiety), ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ(Hypoglycemia), ภาวะหลอดลมตีบ(Tracheal collapse), โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน(Patellar Luxation), โรคต้อกระจก (Cataracts), โรคจอประสาทตาเสื่อม(Progressive Retinal Atrophy), โรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบ(Periodontal disease) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจากปาปิยองเป็นสุนัขที่มีขนยาว รักความสะอาดและมีการผลัดขนบ่อย เจ้าของจึงจำเป็นที่จะต้องแปรงขนอยู่บ่อยๆ เป็นประจำในทุกๆวัน ส่วนนิสัยส่วนตัวของสายพันธุ์นี้ที่มีทั้งความว่องไวและซุกซน ผู้เลี้ยงควรที่จะดูแลด้วยความระมัดระวังหากหลุดออกไปนอกบ้านหรือที่พักอาศัยอาจเกิดอันตรายได้ เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กมากทำให้มีกกระดูกขาและกระดูกในส่วนอื่นๆที่เล็กและบอบบางหากวิ่งชนหรือกระแทกรุนแรงอาจจะทำให้กระดูกหักหรือได้รับอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถึงแม้ว่าสุนัขสายพันธุ์นี้จะมีความเป็นมิตรก็ตาม แต่จะมีบ้างที่สุนัขมักจะดื้อและเอาแต่ใจ