อัพเดทล่าสุด:

สุนัขพันธุ์เล็ก

1.เจแปนีส ชิน (Japanese Chin)

เจแปนีส ชิน
เจแปนีส ชิน

คำพูดของภาพ: Wikipedia The Japanese Chin is very attentive

เจแปนีส ชิน เป็นสุนัขสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความขี้อ้อนและขี้ประจบ ส่วนต้นกำเนิดของสุนัขในสายพันธุ์นี้เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในสุนัขในกลุ่มทอยที่มีความเก่าแก่ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน โดยจักรพรรดิของจีนได้ทำการมอบสุนัขสายพันธุ์นี้หนึ่งคู่เพื่อเป็นของขวัญให้กับจักรพรรดิของญี่ปุ่น ทำให้เกิดความนิยมอย่างแพร่หลายในชนชั้นสูงของญี่ปุ่นจึงมีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในภายหลังได้มีการเล่าต่อกันมาว่าจักรพรรดิญี่ปุ่นได้มีการมอบเจแปนีส ชินให้เป็นของขวัญแก่ราชินีของอังกฤษและยังได้ทำการมอบให้บรรดาผู้นำของประเทศต่างๆอีกด้วย

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- เจแปนีส ชิน มีลักษณะนิสัยที่ ร่าเริง, ฉลาด, รักเจ้าของมาก, มีความตื่นตัว, อ่อนโยน, เป็นมิตร, สามารถปรับตัวได้ดี, มีพลังเยอะ, เสียงเห่าของเจแปนีส ชินจะค่อนข้างแหลมเล็ก, มีนิสัยค่อนข้างคล้ายแมวจึงมักจะชอบทำความสะอาดตัวเองอยู่บ่อยๆ แถมยังเป็นสุนัขที่มีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง จึงต้องการความรักและความเอาใจใส่จากเจ้าของค่อนข้างมาก จนมีนิสัยเอาแต่ใจ หากเจ้าของไม่สนใจมากเท่าที่ต้องการอาจจะทำให้อารมณ์ไม่ดีได้

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่นคือ หน้าสั้น, จมูกหัก, หัวกะโหลกกว้างและกลม, มีใบหูขนาดเล็กเป็นรูปตัววี ใบหูตกและมีขนยาวปรกลงมา, มีขนยาว ตรงและค่อนข้างฟู, ดวงตากลมโตและนูนออกมา, ปากสั้น, หางตั้งและมีขนหางเป็นพวง โดยส่วนใหญ่แล้วสุนัขสายพันธุ์นี้มักจะมีขน สีขาวล้วน, สีขาวและดำ, น้ำตาลและขาว หรือ ขาว,ดำและน้ำตาลแทรก(ซึ่งสีนี้หาได้ยากกว่าสีอื่นๆ) น้ำหนักตัวโดยประมาณคือ 4 – 7 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 10 – 14 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ด้วยความที่สุนัขในสายพันธุ์นี้มีหน้าสั้นและจมูกหักจึงมักจะมีปัญหากับโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของหัวใจ นอกจากนี้เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีดวงตาโตและนูนออกมาจึงอาจจะทำให้เกิดบาดแผลหรือได้รับบาดเจ็บได้ค่อนข้างง่าย (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจากสุนัขสายพันธุ์นี้มีตาโตและนูนออกมา อีกทั้งยังมีใบหูตกและมีขนบริเวณหูที่ค่อนข้างยาว ผู้เลี้ยงจึงควรที่จะหมั่นทำความสะอาดบริเวณดวงตาและหูอยู่บ่อยๆ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้นิสัยส่วนตัวของสุนัขคือ ชอบให้เจ้าของแสดงความเอาใจใส่ค่อนข้างมาก เจ้าของจึงควรที่จะมีเวลาและใส่ใจความรู้สึกของสุนัขพันธุ์นี้ด้วย

2.ปักกิ่ง (Pekingese)

ปักกิ่ง
ปักกิ่ง

ปักกิ่ง เป็นอีกหนึ่งในสุนัขสายพันธุ์ขนาดเล็กที่น่าสนใจมาก เพราะนอกจากที่จะเป็นสุนัขที่มีความน่ารัก มีเสน่ห์แล้วยังเป็นสุนัขที่มีความเย่อหยิ่ง ทะนง ซึ่งทำให้โดนใจใครหลายๆคนไปตามๆกัน เชื่อกันว่าสุนัขสายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนและในอดีตสุนัขสายพันธุ์นี้ยังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มของชนชั้นสูงในประเทศจีน เพราะเชื่อกันว่าเป็นสุนัขที่สายพันธุ์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสุนัขประจำตัวของกษัตริย์ หากกษัตริย์สิ้นพระชนม์ สุนัขก็จะต้องถูกฝังไปพร้อมกับกษัตริย์ด้วย เพื่อที่จะทำหน้าที่ตามไปปกป้องกษัตริย์ในโลกหลังความตาย (จึงทำให้ปักกิ่งถูกจดจำในฐานะสุนัขที่มีความจงรักภักดี) จากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศจีนและถูกนำปไปสร้างเป็นรูปจำลองตามวัดวาอารามต่างๆ เนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกของสุนัขสายพันธุ์นี้ที่คล้ายกันกับสิงโต บวกกับลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างสง่างาม เงียบสงบและดูหยิ่งทะนง จึงทำให้ได้รับความนิยมอย่างมาก

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- ปักกิ่ง มีลักษณะนิสัยที่ กล้าหาญ, ไม่เกรงกลัว, แข็งแรง, ทรหด อดทน, สุภาพ, รักอิสระ, มีท่าทางสง่างาม, มีความมั่นใจ, ซื่อสัตย์และรักเจ้าของมาก, ไม่ประจบประแจง, ไม่มีความเจ้าเล่ห์ และเนื่องจากสุนัขสายพันธุ์นี้มีความมั่นใจ เย่อหยิ่งและมีความรักอิสระ จึงทำให้ในบางครั้งอาจจะดูเหมือนดื้อและเอาแต่ใจ นอกจากนี้ปักกิ่งยังมีความตื่นตัวสูงและเห่าเสียงค่อนข้างดัง ฉะนั้นผู้เลี้ยงจึงควรจะฝึกฝนและเอาใจใส่ประมาณนึง

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่นคือ จมูกสั้น, หน้าสั้น, ปากสั้น, กะโหลกศีรษะมีความหนาและแบน, ลำตัวมีกล้ามเนื้อหนาและแข็งแรง, หูยาวห้อยลงมาด้านข้างของศีรษะ, หางยกขึ้นเหนือหลัง, มีขนยาวทั้งตัวที่มีความฟูและหนา ซึ่งสุนัขจะมีขนทั้งหมด 2 ชั้น ขนชั้นในจะแน่นและนุ่มกว่าขนชั้นนอก โดยส่วนใหญ่แล้วสุนัขสายพันธุ์นี้มักจะมีขนหลายๆสีปนกัน ซึ่งสีที่มักจะพบได้แก่ สีทอง, สีแดง, สีน้ำตาลเข้ม, สีทองสว่าง, สีครีม, สีดำ, สีขาว, สีดำปนน้ำตาล, สีฟ้า, สีเทาปนฟ้าอ่อน นอกจากนี้ยังมีสีที่มีความปกติของเม็ดสีซึ่งเป็นลักษณะของโรคอัลบินิซึม (albinism) โดยจะมีขนสีขาวและมีตาสีชมพู ขนบริเวณรอบๆตา จมูกและปากจะมีสีดำ น้ำหนักตัวโดยประมาณคือ 3 – 6 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 16 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคผิวหนังอักเสบที่รอยย่น(Skin fold dermatitis), ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำแต่กำเนิด(Hydrocephalus), โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท(Intervertebral disc disease (IVDD)), โรควิตกกังวล(Anxiety), โรควิตกกังวลต่อการแยกจากหรือเกิดจากบาดแผลทางจิตใจ(Separation anxiety), โรคลิ้นหัวใจไมทรัลรั่ว(Mitral Regurgitation), โรคเพดานโหว่(Cleft palate), โรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบ(Periodontal Disease), กลุ่มอาการทางเดินหายใจของสุนัขหน้าสั้น(Brachycephalic syndrome), โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน(Patellar luxation หรือ Slipping kneecaps), โรคข้อศอกเจริญผิดปกติ(Elbow dysplasia), โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ(Hip dysplasia), ภาวะลูกอัณฑะไม่ลงถุง(Cryptorchidism), แผลที่กระจกตา(Corneal ulcer), โรคตาแห้ง (Keratitis sicca หรือ Keratoconjunctivitis sicca), โรคต้อกระจก(Cataracts), โรคขนตางอกผิดปกติ(Distichiasis), โรคขนตางอกทิ่มเข้าเปลือกตาด้านใน(Ectopic cilia), โรคเปลือกตาม้วนเข้าข้างใน(Entropion), โรคกระจกตาเปิด(Exposure keratopathy), โรคจอประสาทตาเสื่อม(Progressive retinal atrophy) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจากสุนัขสายพันธุ์นี้มีขนยาวและหนาเจ้าของจึงจำเป็นที่จะต้องเอาใจใส่และดูและเรื่องขนเป็นประจำ และด้วยความที่เป็นสุนัขที่หน้าสั้น จมูกสั้นจึงมักจะมีปัญหาในเรื่องของระบบหายใจ ทำให้สุนัขพันธุ์นี้ไม่สามารถที่จะทนต่อสภาพอากาศที่ร้อนชื้นได้ ฉะนั้นจึงควรจะเลี้ยงในบ้านที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและอากาศไม่ร้อนมากจนเกินไป นอกจากนี้เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีความรักอิสระและเย่อหยิ่ง จึงทำให้ยากต่อการฝึกฝน ดังนั้นสุนัขสายพันธุ์นี้ควรที่จะได้รับการฝึกฝนตั้งแต่ช่วงที่ยังเป็นเด็ก

3.ชิสุ (Shih Tzu)

ชิสุ
ชิสุ

ชิสุ ซึ่งชื่อสุนัขสายพันธุ์นี้มีความหมายว่า “สิงโตจิ๋ว” ซึ่งอันเนื่องมาจากรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความคล้ายกันกับสิงโต ส่วนประวัติความเป็นมาของสุนัขสายพันธุ์นี้ เชื่อกันว่าชิสุนั้นเป็นหนึ่งในสุนัขที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากทิเบต ประมาณ ค.ศ.1600 หลังจากนั้นจึงได้มีการมอบชิสุให้กับจักรพรรดิของประเทศจีนเพื่อเป็นของขวัญในยุคของราชวงศ์ชิง ซึ่งชิสุนั้นยังเป็นหนึ่งในสายพันธุ์สุนัขทรงโปรดของพระนางซูสีไทเฮาและได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มของชนชั้นสูงในยุคนั้น หลังจากนั้นจึงมีการขยายสายพันธุ์และมีการนำไปเลี้ยงอย่างแพร่หลายมากขึ้นทั้งในโซนทวีปยุโรปและทวีปต่างๆทั่วโลก

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- ชิสุ มีลักษณะนิสัยที่ เป็นมิตรและร่าเริงอันเนื่องมาจากการพัฒนาสายพันธุ์เพื่อที่จะนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงภายในครอบครัว และมักแสดงความรักต่อคนในครอบครัว, เข้ากับเด็กได้ี, ติดเจ้าของ, ต้องการความเอาใจใส่จากเจ้าของ, ฉลาด, สุภาพ, เรียบร้อย แต่อาจจะมีการเห่าบ้างในบางครั้งเมื่อเห็นคนแปลกหน้าที่ยังไม่คุ้นเคยในช่วงแรกๆ แต่เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีนิสัยร่าเริงและติดเจ้าของมากในบางครั้งอาจจะมีนิสัยเอาแต่ใจและดื้อรั้นได้ ดังนั้นเจ้าของควรฝึกฝนให้ดีและไม่ควรตามใจมากจนเกินไป

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่นคือ มีโครงสร้างของลำตัวที่มั่นคง, หน้าสั้น, จมูกและปากแบน, ตาลึกและมีสีดำสนิท, ศีรษะแคบ, ฟันบนเกยฟันล่าง, ลำตัวยาวกว่าส่วนสูง(แต่ควรมีรูปร่างที่สมส่วนไม่ควรตัวเตี้ยหรือสั้นจนเกินไป), มีขนยาวสวยตลอดทั้งตัวและมีการผลัดขนน้อยมาก จึงค่อนข้างเหมาะสำหรับผู้เลี้ยงที่เป็นภูมิแพ้ที่ไม่รุนแรงมาก กตัวโดยประมาณอยู่ที่ 4 – 7 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 16 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท(Intervertebral disc disease (IVDD)), โรควิตกกังวลต่อการแยกจาก(Separation anxiety), ภาวะหลอดเลือดดำที่ตับลัดเข้าระบบหมุนเวียนเลือด(Portosystemic shunts, PSS), ภาวะนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ(Bladder stones), โรคไตเจริญผิดปกติในวัยเด็ก(Juvenile renal dysplasia : JRD), กลุ่มอาการทางเดินหายใจของสุนัขหน้าสั้น(Brachycephalic syndrome), การจามย้อนกลับ(Reverse sneezing), โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน(Patellar luxation), โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ(Hip dysplasia), คราบน้ำตา(Tear staining), โรคขนตาซ้อนแยง(distichiasis), โรคแผลหลุมกระจกตา(corneal ulcer), โรคตาแห้ง(Keratoconjunctivitis sicca: KCS), โรคต้อกระจก(Cataract), โรคต้อหิน(Glaucoma), ไส้เลื่อน(Umbilical hernia) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่ำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีหน้าและจมูกสั้นจึงต้องคอยระวังไม่ให้น้ำเข้าจมูก เพราะอาจจะทำให้สุนัขเป็นหวัดได้ และสุนัขพันธุ์นี้ไม่ค่อยทนต่ออากาศร้อนฉะนั้นควรที่จะเลี้ยงเอาไว้ภายในบ้านมากกว่า นอกจากนี้ยังเป็นสุนัขที่มีตากลมโตและเปิดกว้างจึงอาจจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับดวงตาได้ง่าย เช่น โรคตาแห้ง เจ้าของจึงจำเป็นที่จะหมั่นดูแลเป็นประจำ

4.เจแปนิส สปิตซ์ (Japanese Spitz)

เจแปนิส สปิตซ
เจแปนิส สปิตซ

เจแปนิส สปิตซ์ เกิดจากการผสมพันธุ์แบบข้ามสายพันธุ์ระหว่างไซบีเรียน ฮัสกี้กับสายพันธุ์ซามอยด์ ซึ่งเป็นการผสมพันธุ์เพื่อให้มีขนาดตัวที่เล็กลงเพื่อนำมาเป็นสัตว์เลี้ยง จะเห็นได้ว่าหน้าตาของสุนัขพันธุ์นี้แถบจะมีรูปร่างหน้าตาที่คล้ายกับซามอยด์มาก ต่างกันเพียงแค่ขนาดของตัวที่เล็กลง และสุนัขสายพันธุ์นี้ยังเป็นสายพันธุ์ที่นิยมกันมากในประเทศญี่ปุ่นในสมัยก่อน ก่อนที่จะมีการกระจายอย่างแพร่หลายในประเทศอื่นๆในภายหลัง

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- เจแปนิส สปิตซ์ มีลักษณะนิสัยที่ ร่าเริง, มีความฉลาด, มีพละกำลังมาก, ตื่นตัวอยู่ตลอด, คล่องแคล่วว่องไว, แข็งแรง, เชื่อฟังเจ้าของ, ฝึกง่าย, ชอบที่จะทำกิจกรรมและเล่นกับเจ้าของ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการเลี้ยงไว้เพื่อเฝ้าบ้าน เพราะเป็นสุนัขที่มักจะคอยสังเกตุสิ่งรอบๆตัวอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะมีนิสัยชอบเห่า แต่ก็ยังเชื่อฟังคำสั่งเจ้าของอยู่เหมือนกัน

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่น คือ มีขนาดของหัวและลำตัวไม่ใหญ่มาก, มีปาก จมูกและดวงตาสีดำ, มีหูเป็นรูปตัววีขนาดเล็กและตั้งตรง, หางมีขนเป็นพวงสวย, จะมีขนสีขาวปกคลุมไปทั่วทั้งตัวตั้งตัวหัวไปจนถึงหาง ขนของสายพันธุ์นี้จะมี 2 ชั้น ซึ่งขนชั้นในจะมีความสั้นและนุ่ม ส่วนขนชั้นนอกจะมีความยาวและค่อนข้างหยาบ น้ำหนักตัวโดยประมาณอยู่ที่ 4.5 – 11 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 10 – 16 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคภูมิแพ้(skin allergies), โรคกกังวลต่อการแยกจาก(Separation anxiety), โรควิตกกังวล(Anxiety), โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน(Patellar luxation), โรคพังผืดสะสมในปอด(Pulmonary fibrosis : IPF), โรคท่อลมตีบ(tracheal collapse), โรคหลอดลมอักเสบ(Bronchitis), โรคต้อกระจก(Cataracts) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจาก เจแปนิส สปริตซ์ เป็นสุนัขที่คอยระแวดระวังและหวงเจ้าของมาก ในบางครั้งอาจจะเห่าเก่งหากรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือรู้สึกไม่คุ้นชินกับคนแปลกหน้า และด้วยความที่เป็นสุนัขสายพันธุ์ที่มีพละกำลังมาก, ปราดเปรียวว่องไวและติดเจ้าของ เจ้าของจึงควรพาสุนัขไปออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อที่จะให้สุนัขได้ใช้พลังงานที่มีอยู่ หากไม่พาไปออกกำลังกาย สุนัขก็อาจจะวิ่งเล่นซุกซนภายในบ้านและทำให้ข้าวของหรือเฟอร์นิเจอร์เสียหายได้ นอกจากนั้นตัวสุนัขเองมีขนที่ค่อนข้างยาวและหนา เจ้าของควรมีเวลาที่จะแปรงขนบ่อยๆ เพื่อไม่ให้เส้นขนจับกันเป็นก้อน

5.ชิบะ อินุ (Shiba Inu)

ชิบะ อิน
ชิบะ อิน

ชิบะ อินุ ดูจากชื่อก็รู้แล้วว่าสุนัขพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น เป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาสุนัขสายพันธุ์ดั้งเดิมของญี่ปุ่น เป็นสุนัขที่มีความคล่องแคล่วว่องไวมาก โดยแต่เดิมสุนัขสายพันธุ์นี้เป็นสุนัขที่ไว้ใช้ในการล่าสัตว์และมีลักษณะที่ค่อนข้างคล้ายกับสุนัขพันธุ์อาคิตะ (Akita) เพียงแต่มีขนาดที่เล็กกว่า ที่มาของคำว่า “อินุ” ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า “สุนัข” ส่วนคำว่า “ชิบะ” ยังมีที่มาของคำที่ยังไม่ค่อยชัดเจน แต่มีความหมายว่า “พุ่มไม้” และหมายถึงชนิดของต้นไม้หรือพุ่มไม้ที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงในฤดูใบไม้ร่วง จึงทำให้เชื่อกันว่าเป็นสุนัขล่าสัตว์ที่มักจะซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ เพราะมีสีของขนที่คล้ายคลึงกับพุ่มไม้ที่มีสีแดง อย่างไรก็ตามนอกจากนี้คำว่า ชิบะ ยังมีความหมายว่า “เล็ก” ได้อีกด้วย

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- ชิบะ อินุ มีลักษณะนิสัยที่ มีความกล้าหาญ, ซื่อสัตย์, อัธยาศัยดี, มีความกระตือรือร้น, ตื่นตัว, คล่องแคล่วว่องไว, ฉลาดหลักแหลม, รักความอิสระ, ชอบวิ่งเล่น, ชอบทำกิจกรรม, ชอบความผจญภัย, มีความมั่นใจสูง, รักเจ้าของมาก, หวงของ เนื่องจากมีนิสัยรักเจ้าของและหวงของ จึงทำให้เข้ากับคนแปลกหน้าและสัตว์อื่นๆได้ไม่ค่อยดี ด้วยความที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงและรักอิสระ จึงทำให้ไม่ค่อยเชื่อฟังคำสั่ง ไม่ค่อยชอบการถูกควบคุม เจ้าของจึงควรที่จะฝึกฝนตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็ก

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่น คือ รูปหน้าจะมีความคล้ายคลึงกับสุนัขจิ้งจอก, มีขนาดกระทัดรัด, มีกล้ามเนื้อกระชับ, หูตั้ง, ดวงตาสดใส, มีริมฝีปากโค้งเหมือนกำลังยิ้ม ซึ่งสุนัขสายพันธุ์นี้จะมีขนทั้งหมด 2 ชั้น โดยขนชั้นนอกจะมีลักษณะแข็งและตรง ส่วนขนชั้นในจะนุ่มและหนา สุนัขสายพันธุ์นี้จะมีการผลัดขนตลอดทั้งปี ซึ่งสีขนของชิบะจะมีสีแดง, สีดำ, สีแทน, สีงาแดง(ตรงโคนขนเป็นสีแดงส่วนปลายขนจะเป็นสีดำ), สีครีม, สีน้ำตาลอมเหลืองและสีเทา น้ำหนักตัวโดยประมาณของตัวผู้อยู่ที่ 10 กิโลกรัมและน้ำหนักโดยประมาณของตัวเมียจะอยู่ที่ 7 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 16 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคภูมิแพ้ (Allergies), ภาวะวิตกกังวลจากการแยกจาก(Separation Anxiety), โรควิตกกังวล (Anxiety), โรคลมชัก (Epilepsy), โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder), ภาวะน้ำเหลืองคั่งในช่องอก (Chylothorax), ภาวะขาดไทรอยด์ (Hypothyroidism), โรคสะบ้าเคลื่อน (Luxating patella), โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ (Hip dysplasia), ต้อหิน (Glaucoma), ต้อกระจก (Cataracts), โรคจอประสาทตาเสื่อม (Progressive Retinal Atrophy : PRA), โรคมะเร็ง (Cancer) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจากสุนัขสายพันธุ์ชิบะเป็นสุนัขที่มีความฉลาดและรักอิสระ จึงค่อนข้างยากที่จะฝึกฝนให้ทำตามคำสั่ง ถ้าหากพาสุนัขสายพันธุ์นี้ออกไปข้างนอกควรที่จะใส่สายจูงไว้เสมอ เพราะสุนัขมีนิสัยที่ชอบวิ่งไล่สัตว์ที่ตัวเล็กกว่าอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ หากชิบะได้รับการกระตุ้นจนเกิดความไม่พอใจมักจะส่งเสียงกรีดร้องด้วยเสียงดังและแหลม หรือที่เรียกว่า Shiba Scream นอกจากนั้นเนื่องจากเป็นสุนัขสายพันธุ์ที่มีพละกำลังค่อนข้างเยอะและรักในการออกกำลังกาย ผู้เลี้ยงจึงควรมีเวลาว่างที่จะพาไปออกกำลังกายในทุกๆวันเพื่อเป็นการเผาผลาญพลังงาน ถ้าไม่อย่างงั้นอาจจะทำให้สุนัขวิ่งเล่นซุกซนภายในบ้าน จนอาจจะทำให้ข้าวของและเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านเสียหายได้

6.คาวาเรียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล (Cavalier King Charles Spaniel)

คาวาเรียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล
คาวาเรียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล

คาวาเรียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล เป็นสุนัขอีกหนุ่งสายพันธุ์ที่มาจากตระกูลทอย โดยสุนัขสายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างเก่าแก่ของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศรอบข้าง เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีขนาดเล็กสามารถพาไปเดินเล่นได้สะดวก ซึ่งประมาณศตวรรษที่ 16 สุนัขสายพันธุ์นี้ได้มีการปรากฏตัวอยู่บนภาพพระฉายาลักษณ์ของกษัตริย์ คิง ชาลส์ที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งนักวิเคราะห์นั้นคาดว่า พระองค์นั้นน่าจะมีความหลงไหลและชื่นชอบในสุนัขสายพันธุ์นี้เป็นอย่างมาก จนถึงกับมอบพระนามให้เป็นชื่อของสายพันธุ์นี้ โดยทรงอนุญาตให้สุนัขสายพันธุ์นี้เดินไปมาได้อย่างอิสระทั้งในพระราชวังและรวมถึงในรัฐสภาอีกด้วย(ซึ่งปกติแล้วจะไม่อนุญาตให้สัตว์เข้า) และด้วยเหตุนี้จึงทำให้สุนัขสายพันธุ์นี้ เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสุนัขชั้นสูงและยังได้รับความนิยมเพื่อเลี้ยงไว้เป็นเครื่องประดับสำหรับชนชั้นสูงในยุคนั้นอีกด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 19 ขุนนางราชสกุลมาร์ลบะระแห่งอังกฤษที่มีเชื้อสายค่อนข้างใกล้ชิดกับเชื้อพระวงศ์ได้ทำการพัฒนาสายพันธุ์ทำให้มีหลากหลายสีมากขึ้น ต่อมาได้มีการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์จนทำให้เกิดสุนัขสายพันธุ์คาวาเรียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักมาจนถึงปัจจุบัน

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- คาวาเรียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล มีลักษณะนิสัยที่ อ่อนโยน, สุขุม, รักเจ้าของ, ฉลาด, ขี้เล่น, ไม่ชอบอยู่นิ่ง, มีเสน่ห์, ร่าเริง, ขี้เล่น, ชอบความสงบ, เข้ากับครอบครัวที่มีเด็กได้ดี, ชอบเล่นและชอบแสดงความรักกับเจ้าของ, อาจจะขี้กลัวบ้างหากเจอกับสุนัขที่มีขนาดใหญ่

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่น คือ มีหัวค่อนข้างกลม, ดวงตากลมใหญ่สีดำเข้ม, จมูกกลมมนและมีสีดำ, หูจะมีขนยาวปกคลุมและพับลง, หางเป็นพู่, อกลึก, ลำตัวมีขนาดกระทัดรัด, มีขนที่ยาวและนุ่มปกคลุมทั่วทั้งลำตัว ซึ่งสุนัขสายพันธุ์นี้มีสีขนที่ค่อนข้างหลากหลาย แต่สีที่ได้รับการยอมรับมีทั้งหมด 4 สี คือ สีดำแต้มสีน้ำตาลไหม้ (Black with tan points), สีขาวแต้มสีดำ (white with black markings), สีแดงทับทิม (Ruby) และสีขาวแต้มสีน้ำตาล (Blenheim) น้ำหนักตัวโดยประมาณอยู่ที่ 6 – 8 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 9 – 14 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคภูมิแพ้ผิวหนัง(Skin Allergies), โรคลมชัก(Epilepsy), การทำงานของขาผิดปกติ(Episodic Falling), ภาวะไขสันหลังเป็นโพรง(Syringomyelia : SM), โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมแบบพองขยาย(Dilated Cardiomyopathy), โรคลิ้นหัวใจไมทรัลรั่ว (Mitral Regurgitation), ลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติ(Mitral Valve Disease : MVD), โรคหลอดลมโป่งพอง(Bronchiectasis), โรคหลอดลมอักเสบ(Bronchitis), โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ(Hip Dysplasia), โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน(Patellar Luxation), โรคจอประสาทตาเสื่อม(Progressive Retinal Atrophy), โรคต้อกระจก(Cataracts), โรคกระจกตาเสื่อม(Corneal Dystrophy), โรคขนตางอกผิดปกติ(Distichiasis), โรคเปลือกตาม้วนเข้าข้างใน(Entropion Eyelids), โรคเปลือกตาม้วนออก(Ectropion Eyelids), โรคต้อหิน(Glaucoma), โรคจอประสาทตาเจริญผิดปกติ(Retinal Dysplasia), หูชั้นกลางอักเสบ(Primary secretory otitis media : PSOM), การติดเชื้อในหู(Ear Infections), ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ(Thrombocytopenia) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าจะเป็นสุนัขสายพันธุ์ที่สามารถเข้ากับเด็กและครอบครัวได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่ควรปล่อยสุนัขไว้กับเด็กตามลำพังโดยเฉพาะเด็กเล็ก เพราะถึงแม้ว่าสุนัขอาจจะมีขนาดตัวที่เล็กและมีพละกำลังน้อยแต่ก็อาจจะทำให้เด็กล้มหรือได้รับบาดเจ็บได้ ทั้งนี้หากเด็กมีนิสัยก้าวร้าวหรือใช้ความรุนแรงเล่นกับสุนัขอาจจะทำให้สุนัขไม่พอใจและแสดงท่าทางที่ไม่ดีจนทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กเล็กได้

7.เชทแลนด์ ชีพด็อก (Shetland Sheepdog)

เชทแลนด์ ชีพด็อก
เชทแลนด์ ชีพด็อก

เชทแลนด์ ชีพด็อก ซึ่งต้นกำเนิดของสุนัขสายพันธุ์นี้มีที่มามาจากเกาะเชทแลนด์ (Shetland Islands) ของประเทศสกอตแลนด์ โดยสุนัขสายพันธุ์นี้สามารถทำงานหนักได้ อันเนื่องมาจากสายพันธุ์นี้ถูกพัฒนามาเพื่อใช้ในการไล่ต้อนฝูงแกะ เพื่อช่วยงานเกษตรกรและและคนเลี้ยงสัตว์ โดยที่หลายๆคนนนั้นเชื่อกันว่าสุนัขพันธุ์เชทแลนด์ ชีพด็อกนั้นมาจากการผสมพันธุ์กันระหว่างสุนัขพันธุ์คอลลี่กับสุนัขสายพันธุ์เล็กบางชนิด

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- เชทแลนด์ ชีพด็อก มีลักษณะนิสัยที่ กระตือรือร้น, ไม่ชอบอยู่นิ่ง, กระฉับกระเฉง, ว่องไว, แข็งแรงและอ่อนโยน, สุภาพ, น่ารัก, ขี้ประจบประแจง, ขี้เล่น, มีเสน่ห์, ไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า, มีสัญชาตญาณในการปกป้องครอบครัว

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่น คือ มีขนาดลำตัวที่กระทัดรัด, หูมีขนาดเล็ก ตั้งตรงและส่วนปลายหูงอเล็กน้อย, ศีรษะเป็นทรงเหมือนลิ่ม, มีขนหนา 2 ชั้น ขนด้านนอกมีความยาว, หนา, หยาบ, สามารถกันน้ำและช่วยควบคุมอุณหภูมิได้ ส่วนขนชั้นในมีความอ่อนนุ่ม สุนัขสายพันธุ์นี้มีสีขน 3 สีหลักๆคือ สีน้ำตาล (Stable) ซึ่งจะเป็นสีน้ำตาลสว่างไปจนถึงสีน้ำตาลแดง (Mahogany), สามสี (Tri – colour) ประกอบด้วยสีดำ ขาวและน้ำตาล, สีน้ำเงินลายหินอ่อน (Blue merle) จะประกอบไปด้วยสีเทาเป็นสีหลักและจะมีสีอื่นๆประกอบ ส่วนสีที่พบได้น้อยกว่า(แต่ยังเป็นสีที่ยอมรับ)คือ สีขาวและดำ (Bi-Black), สีขาว ดำและเทา (Bi-Blue) นอกจากนี้ยังมีอีก 2 สีที่พบได้ค่อนข้างยากและยังไม่เป็นที่ยอมรับ คือ มีหัวสีขาวหรือมีขนส่วนใหญ่เป็นสีขาว ส่วนอีกสีเรียกว่า Double merles ซึ่งเกิดจากการผสมพันธุ์กันระหว่างเชทแลนด์ ชีพด็อกสีน้ำเงินลายหินอ่อนทั้งสองตัว ซึ่งทั้งสองสีนี้อจะมีโอกาสทำให้สุนัขตาบอดหรือหูหนวกมากกว่าสีอื่นๆ น้ำหนักตัวโดยประมาณอยู่ที่ 5 – 14 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 14 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบ (Dermatomyositis), โรควิตกกังวล(Anxiety), โรควิตกกังวลจากการแยกจากหรือเกิดบาดแผลทางจิตใจ(Separation Anxiety), โรคลมชัก(Epilepsy), ภาวะขาดไทรอยด์(Hypothyroidism), โรคกระดูกสะบ้าเคลื่อน(Patellar Luxation), โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ(Hip Dysplasia), โรควอนวิลลิแบรนด์(Von Willebrand Disease), ความผิดปกติของตาในสุนัขสายพันธุ์คอลลี่(Collie Eye Anomaly : CEA) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าสุนัขสายพันธุ์นี้จะสามารถเข้ากันได้ดีกับเด็ก แต่ก็ควรที่จะฝึกฝนสุนัขให้ทำความรู้จักและปฏิบัติตัวกับเด็กรวมทั้งคนในบ้านให้ดี เนื่องด้วยความที่เป็นสุนัขเฝ้าฝูงแกะมาก่อนอาจจะทำให้มีนิสัยที่ขี้ระแวงและชอบวิ่งไล่สัตว์หรือสิ่งของต่างๆได้ จึงควรที่จะฝึกฝนให้สุนัขรู้จักสิ่งต่างๆรอบตัว รวมถึงคอยดูแลเด็กที่อยุ่ในบ้านให้ปฏิบัติตัวต่อสุนัขให้ดีด้วยเช่นกัน

8.ปั๊ก (Pug)

ปั๊ก
ปั๊ก

ปั๊ก อีกหนึ่งสุนัทสายพันธุ์ทอย ที่มีถิ่นกำเนิดและบรรพบุรุษที่มาจากประเทศจีน เมือง Lo-sze ซึ่งคาดเดากันว่าสายพันธุ์นี้น่าจะมาจาก ปักกิ่ง (Pekingese) และ คิงส์ ชาลส์ สแปเนียล (King Charles spaniel) ในอดีตสายพันธุ์นี้ได้รับความนิยมในประเทศจีน หลังจากนั้นได้มีการนำสุนัขสายพันธุ์นี้เข้าไปยังประเทศเนเธอแลนด์โดยบริษัท Dutch East India Company ในศตวรรษที่ 16 แต่ในปัจจุบันสุนัขสายพันธุ์นี้ได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะในประเทศเนเธอแลนด์, อังกฤษ, ไอร์แลนด์และสกอตแลนด์

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- ปั๊ก มีลักษณะนิสัยที่ ร่าเริง, ใจดี(ส่วนมากจะมีนิสัยไม่ดุร้าย), ว่านอนสอนง่าย, ต้องการความรัก, รักเด็ก, ใจเย็น

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่น คือ หน้าสั้นและย่น, มีหัวขนาดใหญ่, ปากสั้น, มีริ้วรอยบนหน้าผาก, ตัวเล็กกระทัดรัด, ตัวยาวผอมเพรียว, ปราดเปรียว, อกลึก, มีกล้ามเนื้อแน่น, มีรูปทรงของใบหู 2 แบบคือ กุหลาบและรูปร่างกลม (แบบกุหลาบจะมีใบหูที่เล็กกว่าปกติและมีส่วนด้านหน้าที่งอมาด้านหน้าของหัว), ข้อเท้าแข็งแรง, ฟันมีลักษณะสบกันแบบ under-bite สุนัขสายพันธุ์นี้จะมีเส้นขนที่เล็กละเอียด เงางาม ส่วนสีขนของสายพันธุ์นี้จะมี สีเทาแกมเหลือง, สีแอปปริคอท, สีเทาหรือสีดำ ส่วนสีที่หายากคือ สีขาว สุนัขสายพันธุ์นี้มักจะพลัดขนปีละ 1 ครั้ง(การอาบน้ำและการแปรงขนจะช่วยลดการผลัดขนได้) น้ำหนักตัวโดยประมาณอยู่ที่ 6 – 8 กิโลกรัม

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 15 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ โรคผิวหนังจากอาการแพ้(Allergies), โรคผิวหนังจากเชื้อรา(Yeast Infection), โรคเรื้อนเปียก(Demodex mange), โรคไรขน Cheyletiella Dermatitis (Walking Dandruff), โรคปริทันต์อักเสบ(Periodontitis), กลุ่มอาการทางเดินหายใจของสุนัขหน้าสั้น(Brachycephalic syndrome), โรคสมองและเยื้อหุ้มสมองอักเสบแบบมีเนื้อตาย(necrotizing meningoencephalitis: NME) หรือเรียกว่าpug dog encephalitis (PDE), โรคกระดูกสันหลังเจริญผิดปกติ(Hemivertebra), โรคชัก(Epilepsy), โรคสมองอักเสบ(Encephalitis), ภาวะกลัวตื่นตกใจง่าย(Anxieties), โรคข้อสะโพกเจริญผิดปกติ(Hip dysplasia), โรคหัวกระดูกต้นขาตายจากการขาดเลือด(Legg-Calvé-Perthes Disease), โรคสะบ้าเคลื่อน(Patellar luxation), โรคเปลือกตาม้วนเข้าข้างใน(Entropion), แผลที่กระจกตา(Corneal ulcers), โรคตาอักเสบจากตาแห้ง(Keratoconjunctivitis Sicca), โรคเบาหวาน(Diabetes Mellitus), เนื้องอกมาสต์เซลล์(Mast cell tumors) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าสุนัขสายพันธุ์นี้จะมีร่างกายที่แข็งแรงและมีพละกำลังมากพอสมควร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสุนัขจะสามารถออกกำลังกายอย่างหนักได้ เนื่องจากสรีระของร่างกาย ที่มีหน้าและจมูกสั้นทำให้อาจจะมีปัญหากับระบบหายใจถ้าหากสุนัขเหนื่อยมากจนเกินไป อีกทั้งร่างกายของสุนัขสายพันธุ์นี้ยังไม่สามารถทนต่ออากาศร้อนได้ จึงอาจจะทำให้สุนัขเป็นลมแดดได้ รวมถึงสภาพอากาศที่ที่เย็นจัดและฝนตกด้วยเช่นกัน

9.ดัชชุน (Dachshund)

ดัชชุน
ดัชชุน

ดัชชุน หรือสุนัขพันธุ์ไส้กรอกที่คนไทยส่วนใหญ่มักจะเรียกกันด้วยชื่อนี้ เนื่องมาจากลักษณะลำตัวของสุนัขที่มีความยาวคล้ายกับไส้กรอก ซึ่งสุนัขสายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเยอรมนี โดยดัชชุนได้รับการพัฒนามาจากสุนัขที่เอาไว้ล่าตัวแบดเจอร์ในสมัยก่อน ที่ขึ้นชื่อเรื่องของความคล่องแคล่วและล่าสัตว์เก่ง ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 สุนัขพันธุ์ดัชชุนได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มของราชวงศ์ โดยเฉพาะพระราชินีวิคตอเรีย ซึ่งส่งผลทำให้เกิดการพัฒนาสุนัขพันธุ์นี้ให้มีความเป็นสัตว์เลี้ยงมากขึ้น หลังจากนั้นได้มีการส่งสุนัขพันธุ์ดัชชุนได้ถูกส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้

ลักษณะนิสัยและภาพรวมต่างๆ

- ดัชชุน มีลักษณะนิสัยที่ ดื้อเล็กน้อย, ทำงานเก่ง, รักเจ้าของ, อ่อนน้อม, กล้าหาญ, แข็งแรง, เป็นมิตร, ใจเย็น, เฉลียวฉลาด

- รูปร่างของสุนัขพันธุ์นี้ จะมีลักษณะเด่น คือ มีลำตัวที่ยาว, มีกล้ามเนื้อเยอะ, บึกบึน, ตัวเตี้ย, หัวยาวเรียว, กะโหลกศีรษะราบและนู้นโค้ง, ใบหูยาว, กรามแข็งแรง, หางชี้ตรงเรียบไปกับแนวหลัง, มีขาสั้นอวบอ้วน, จมูกยาว สุนัขสายพันธุ์นี้สามารถแบ่งลักษณะของเส้นขนออกได้เป็น 3 แบบ คือ ขนสั้นหรือเรียกว่า Smooth, ขนยาวและขนตั้งเยียดตรง และสุนัขสายพันธุ์นี้สามารถแบ่งขนาดของลำตัวได้ 3 ขนาดคือ ขนาดมาตรฐาน จะมีน้ำหนักตอนโตเต็มวัยประมาณ 6.8 กิโลกรัม, ขนาดเล็ก จะมีน้ำหนักตอนโตเต็มวัยประมาณ13 กิโลกรัม และ kaninchen (ซึ่งมีความหมายว่ากระต่าย) จะมีน้ำหนักตอนโตเต็มวัยประมาณ 3.6 กิโลกรัม นอกจากนี้สุนัขสายพันธุ์นี้ยังสมารถแบ่งรูปแบบของเส้นขนได้เป็น 3 แบบคือ ขนเรียบ(ขนสั้น), ขนยาวและขนเหยียดตรง โดยขนเหยียดตรงได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศเยอรมนี ส่วนสีเส้นขนของสุนัขสายพันธุ์นี้มีหลากหลายสีและรูปแบบ สีที่มักจะพบบ่อยๆคือ สีดำ, สีน้ำตาล, สีครีม, สีเทาและสีช็อคโกแลต

- อายุขัยโดยเฉลี่ยของสุนัขจะอยู่ที่ประมาณ 12 – 15 ปี โรคประจำสายพันธุ์ที่ควรระวัง ได้แก่ ภาวะติดเชื้อในหู(Ear Infections), โรคลมชัก(Epilepsy), โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท(Intervertebral Disc Disease (IVDD)), โรควิตกกังวล(Anxiety), กระเพาะอาหารบิดหมุน(Bloat/Torsion/GDV), โรคคุชชิ่ง(Cushing disease หรือ hyperadrenocorticism), โรคเบาหวาน(Diabetes mellitus), ภาวะไทรอยด์ต่ำ(Hypothyroidism), ข้ออักเสบ(Arthritis), เนื้องอกชนิด Mast Cell Tumors, จอประสาทตาเสื่อม(Progressive Retinal Atrophy (PRA)), ภาวะสูญเสียการได้ยินหรือหูหนวก(Deafness/Hearing Loss) เป็นต้น (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงและสุขภาพของสุนัขตั้งแต่กำเนิดด้วย)

ข้อควรระวัง

เนื่องจากการที่สุนัขสายพันธุ์นี้มีความเป็นนักล่าและมีความฉลาด จึงอาจจะทำให้มีการทท้าทายเจ้าของและแสดงความดื้อออกมาบ้างในบางครั้ง นอกจากนั้นเนื่องด้วยลำตัวของสุนัขที่มีขนาดยาวหากเจ้าของอุ้มโดยที่ไม่ทันระมัดระวังอาจจะทำให้สุนัขเกิดอาการบาดเจ็บได้